สุดสะเทือนใจ แม่เมย์ ยอมสละชีวิต หยุดรักษามะเร็ง เพื่อให้ลูกได้เกิดมา

สุดสะเทือนใจ "แม่เมย์" ยอมสละชีวิต หยุดรักษามะเร็ง เพื่อให้ลูกได้เกิดมา

Publish 2019-12-17 16:06:48


ขออนุญาตินะครับถ้าผิดกฏลบได้ ผมอยากจะเล่าเรื่องราวความรักของผมกับภรรยาให้ทุกคนฟัง และผมไม่เคยคิดเลยว่าจะเกิดขึ้นกับครอบครัวของผม น้องพึ่งเสียแม่ไป แม่น้องเสียด้วยโรคมะเร็งในกระแสเลือดเมื่อวันที่14/11/62 เรื่องราวที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ต้องย้อนไป13ปีที่แล้วครับวันที่เราเจอกันและได้คุยกัน เราเรียนมอต้นที่เดียวกันมาจนถึงมอสามท้ายเทอมสุดท้าย ผมตัดสินใจขอเบอร์ ผญ คนนี้ เราคุยกันทุกวันบางวันไม่วางด้วย(สมัยนั้นPCTฮิตสุด) แล้วเธอก็ตัดสินใจยอมคบกับผมเราคบกันช่วงปิดเทอมผมเลยตัดสินใจชวนเธอไปดูหนังด้วยกัน(เดทแรกว่างั้น)

ตอนนั้นมีความสุขมากนะตามประสาวัยรุ่นเลย อายุ15-16 พอถึงช่วงเปิดเทอมเราก็ยังคบกันอยู่และเราก็คบกันมาเรื่อย(ลืมบอกว่าขึ้นมอปลายเราเรียนกันคนละที่ ภรรยาผมเรียนที่เดิมเขตบางนา ส่วนตัวผมไปเรียนแถวเอกมัย)ช่วงที่เรียนมอปลายหลังเลิกเรียนทุกวันผมจะรีบกับไปหาภรรยาผมทุกวันเรียกได้ว่าผมติดเลยก็ได้นะ555 ตามประสาวัยรุ่น ตลอดเวลา3ปีที่คบกันผมไม่คิดเลยว่าจะอยู่กันนานขนาดนี้คิดแค่ว่าคบไปเรื่อยๆ พอจบมอหกด้วยกันทั้งคู่เราสองคนก็ตัดสินใจเลือกที่จะเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันแถวบางกะปิ 

 

เราเรียนคลาสเดียวกัน รหัสนิสิตติดกัน ไปไหนตัวติดกันตลอด ตลอดระยะเวลา4ปีที่เรียนกับอีก7ปีที่คบกันไม่ต้องถามนะว่าทะเลาะกันไหม บอกเลยชีวิตคู่ต้องมีครับมันเป็นสีสันหลังจากเรียนจบ ผมก็สมัครเป็นทหารตามที่ตั้งใจไว้ ส่วนภรรยาผมก็เริ่มหางานทำ(ตอนที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องของการรักษาโรคมะเร็งแล้ว) ผมเป็นทหาร6เดือนเพราะใช้วุฒิ ป.ตรียื่นหลังจากปลดเสร็จผมก็บวชพระต่อ เรียกง่ายๆว่าทำครบหมดตามสิ่งที่ลูกผู้ชายต้องทำ 

หลังจากผมเริ่มทำงานแล้ว ภรรยาผมเริ่มสังเกตที่เต้านมพบว่านมข้างซ้ายมันใหญ่ขึ้นตัดสินใจเข้าตรวจที่รพ....แห่งหนึ่งแถวบางนาคำตอบที่ได้รับตลอดการรักษาคือระบุเป็นแค่ก้อนซีดธรรมาไม่อันตรายแล้วก็นัดตรวจเรื่อยมา พอนานวันเข้าก้อนเริ่มใหญ่ขึ้นและแตกช้ำเป็นจ้ำสีม่วงที่เต้านม ผมเริ่มคิดว่ามันไม่ใช่แล้วตัดสินใจพาไปตรวจที่รพ.จุฬา เจาะดูก้อนจนพบว่าเป็นมะเร็งในกระแสเลือดชนิดร้ายแรง(หนึ่งในล้าน) พอรู้ผลหลังจากผมก็เข้าติดต่อที่ รพ (ตามสิทธิประกันสังคม)เพื่อพบกับหมอที่เป็นคนตรวจ 

คำตอบที่ได้จากปากหมอคนนั้นคือทำไมปล่อยไว้จนเป็นแบบนี้(ม่วงช้ำๆ) ไปเดินชนโต๊ะมาหรือป่าว ผมนี้แทบจะกระโดดถีบปากหมอที่พูดแบบนั้น แต่ชีวิตต้องเดินต่อภรรยาผมตัดสินใจผ่าตัดโดนใช้สิทธิประกันสังคมส่งต่อไปที่สถาบันมะเร็ง ในปี2559 การผ่าตัดครั้งที่หนึ่ง29/8/2559ผ่านไปด้วยดี ผมกับภรรยาใช้ชีวิตคู่ด้วยกันเข้าออก รพ เพื่อรักษาโรงมะเร็งด้วยกันตลอด 

หลังจากนั้นปลายปี2559 18/12/2559เราสองคนตัดสินใจแต่งานงาน แล้วก็รักษาตัวมาตลอดจนต้นปี60 ภรรยาผมก็เข้าผ่าตัดครั้งที่สอง 27/2/2560เนื่องจากก้อนมะเร็งมันขึ้นที่เต้านมเหมือนเดิมจนต้องตัดทิ้งเราใช้เวลารักษาตัวไปพบหมอตามนัดตลอดเข้าออกรพ.จนเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองเลยทีเดียว เราสองคนต่อสู้กับโรคนี้มานานมากจนเข้าสู่เดือนกันยายนก้อนมะเร็งได้ขึ้นมาที่เดิมอีกครั้งเป็นการผ่าตัดครั้งที่สาม 10/9/2560เหมือนเช่นเคยเราก็ยังคงรักษาตัวกันต่อไป จนพวกผมได้จัดทริปเที่ยวน้ำตกที่นครนายก และทริปทำความสะอาดวัดผมพาแฟนขี่สองล้อเที่ยวโดยไม่รู้เลยว่าภรรยาผมได้ตั้งครรภ์แล้ว 

จนมาถึงเดือนตุลาคมซึ่งเป็นเดือนเกิดของเธอ 6/10/2560หมอนัดตรวจร่างกายไปถึงหมอซาวที่ท้องเพื่อค้นหาความผิดปกติและก้อนมะเร็งจนต้องตกใจเมื่อพบว่าได้ยินเสียงเต้นของหัวใจเด็ก ใช่ครับภรรยาผมตั้งท้องได้2เดือนแล้ว พอหลังจากนั้นหมอก็เลยตัดสินใจให้มาปรึกษากับครอบครัวว่าจะเอายังไง จะรักษาต่อหรือจะหยุดการรักษาโดยเก็บเด็กไว้(พอหลังจากที่ผมรู้ข่าวว่าภรรยาท้องผมทำไรแทบไม่ถูกเลยดีใจสุดๆ) ผมกับภรรยาและครอบครัวปรึกษากันไว้ว่าจะเก็บลูกไว้ 

พอกับไปพบหมออีกครั้งหมอถามว่าจะรักษาหรือเก็บไว้ แต่เด็กคงไม่สำคัญเนอะเราควรจะรักษาต่อ(ทำไมหมอพูดแบบนี้) แต่ภรรยาผมเลือกที่จะเก็บลูกไว้และดูและเค้าอย่างดี(หมอบอกว่าระหว่างที่ท้องไม่สามารถรักษาอะไรได้เลย) ภรรยาผมไม่สนใจเธอเฝ้าคอยวันที่จะเจอหน้าลูก จนเข้าสู่เดือนที่เจ็ดของการตั้งครรภ์ก้อนมะเร็งได้โผล่ขึ้นมาอีกครั้ง(ลืมบอกว่าผมฝากครรภ์ที่รพ.รามา)ภรรยาผมเดินเรื่องย้ายการผ่าตัดจากสถาบันมะเร็งมาเป็น รพ.รามาแทน 

หลังจากนั้นก็เป็นการผ่าตัดครั้งที่สี่ 27/3/2561 การผ่าตัดผ่านไปด้วยดีทั้งแม่และเด็กปลอดภัย ทั้งผมและภรรยาช่วยกันดูแลลูกที่ในครรภ์เป็นอย่างดี การผ่าตัดทุกครั้งจะมีพ่อแม่ลุงป้าน้าอาพี่เพื่อนน้องมาเยี่ยมตลอดเรียกง่ายๆว่าทุกคนรักและเป็นห่วงภรรยาผม หลักนั้นก็เข้าสู่เดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นเดือนกำหนดคลอดเจ้าตัวเล็ก ก้อนมะเร็งได้โผล่ขึ้นมาอีกครั้งเหนือหน้าอกก่อนถึงคอซึ่งเป็นก้อนดันกระดูกขึ้นขึ้นมา ซึ่งตอนนั้นทำไรยังไม่ได้เพราะใกล้คลอดจนมาถึงวันที่8/5/2561 ภรรยาผมก็ได้ให้กำเนิดเจ้าตัวน้อยตอนเวลา11:50 น. ชื่อน้องขนม 
 




หลังจากคลอดเจ้าตัวน้อยได้สองวันพยาบาลก็ตรวจพบค่าตัวเหลืองและหายใจเร็ว หัวใจมีรอยรั่วและท่อที่ต่อผ่านหัวใจก็ปิดเองไม่ได้ต้องทำการผ่าตัด ผมและภรรยาทำใจไม่ได้ที่ต้องเห็นลูกนอนเจ็บอยู่ในตู้และโดนเจาะแขนแต่เราสองคนก็ให้กำลังใจเจ้าตัวน้อยทุกวัน ซึ่งหลังจากคลอดได้สองวันภรรยาผมก็ออกมาพักฟื้นที่บ้านแต่ว่าไปหาลูกทุกวันนะ ภรรยาผมเริ่มต้นการรักษาใหม่อีกครั้งด้วยการฉายแสงเพื่อให้ก้อนนั้นยุบลงทำแบบนี้วันต่อวันหลังจากทำเสร็จก็ไปหาลูกในห้องตู้อบ 

ส่วนน้องขนมที่มีความเป็นนักสู้เหมือนแม่หลังผ่าตัดขนมฟื้นตัวได้เร็วมากพยามยามรักกษาตัวเองเพื่อที่จะได้กลับบ้านไปอยู่กับพ่อและแม่ พยาบาลที่ดูแลชื่นชมขนมกันใหญ่เลยว่าไม่เคยร้องหรืองอแงตลอดเวลาที่อยู่ในนั้น หลังจากอยู่ในห้องนั้นได้ประมาณ15วันถึงเวลากลับบ้าน เราสองสามคนพ่อแม่ลูกมีความสุขที่ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา หลังจากนั้นภรรยาของผมก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการรักษามะเร็งอย่างเต็มรูปแบบเริ่มต้นด้วยการฉายแสง มาหาหมอตามนัดตลอดและต่อด้วยการให้คีโมซึ่งเป็นยาเคมีที่แรงและทำลายเซลทุกอย่างในร่ายกาย 

ภรรยาผมใช้เวลารักษาและอยู่ดูแลขนมตลอดระยะเวลา3เดือนที่ลาคลอด หลังจากนั้นก็กลับไปทำงานตามปกติ แล้วก็มีลาหาหมอตามที่นัดทุกอาทิตย์ ทุกครั้งที่พบหมอ หมอจะบอกกลับภรรยาผมตลอดว่าก้อนมะเร็งที่ตับมันได้โตขึ้นเรื่อยๆนะอาจจะทำให้ท้องโตขึ้นตามด้วย จากก็รักษาคีโมมาเรื่อยจนก้อนที่ตับปลิแตกทำให้เลือดออกและเข้า รพ.วันที่10/9/2562 กลางดึกตอนตี3ต้องพามาส่งเพราะทนความปวดไม่ไหว 

 

 

มาถึงรพ.เข้าห้องฉุกเฉินรอดูอาการแล้วก็เอ็กเรย์ดูพบว่า ก้อนที่ตับปลิแตกจริงจึงต้องทำการให้เลือด พอสายของวันนั้นหมอต้องดูอาการเตรียมย้ายขึ้นห้องร่วมของผู้ป่วยเพื่อนทำการรักษา วันที่2ของการนอน รพ. หมอได้รักษาภรรยาของผมโดยการยิงรังสีเพื่ออุดรอยแตกไว้ หลังจากที่ทำเสร็จก็ดูอาการว่ายังมีรอยแตกอีกไหมจนดีขึ้นเพราะให้เลือด ได้กลับบ้านวันที่23/9/2562 

หลังจากนั้นวันที่30/9/2562ก็มาพบหมอตามนัดเพื่อติดตามอาการอีกครั้ง หมอได้เข้ามาพูดคุยและถามไถ่อาการ บอกบอกว่าตอนนี้ยังให้คีโมไม่ได้เพราะจะทำให้ทรุดหนัก เลยต้องเปลี่ยนมาให้เลือดแทน(การให้เลือดไม่ใช่การรักษาเป็นแค่การประคับประคอง เพราะว่าไม่ได้รักษาตรงจุดช่วงหลังเลยทำให้ทรุดหนัก)ผมถามหมอไปว่า ถ้าเป็นแบบนี้จะอยู่ได้อีกนานไหมครับ หมอบอกว่าแค่หลักเดือนเท่านั้น หมอถามกลับมาว่าตอนนี้ลูกเรากี่ขวบแล้ว ผมตอบว่า1ขวบ5เดือนครับ หมอบอกนั้นแหละนั้นคือกำไลชีวิตของเค้าแล้วที่เค้าอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้ลูกคือกำลังใจที่ดีของเค้า 

ถ้าเป็นคนอื่นอย่างน้อยแค่3-6เดือนเท่านั้น(เชื่อไหมครับหลังจากนั้นผมยืนร้องให้โดยที่ไม่สนใจใครในห้องเลย) หมอบอกให้เราสองคนเริ่มวางแผนการใช้ชีวิตเผื่อวันไหนที่มีอะไรเกิดขึ้นจะได้ตัดสินใจถูก วันนั้นเราให้เลือดเสร็จกับบ้านตามปกติคุยกันปกติ ภรรยาถามผมตอนอยู่บนรถว่าถ้าตายไปแกจะทิ้งลูกไปมีเมียใหม่ไหม ผมเงียบสักพักก่อนจะบอกไม่ต้องห่วงนะเค้าจะดูแลขนมให้ดีอย่างเท่าที่จะทำได้เพราะทุกวันนี้ผมก็ทุ่มให้กับลูกคนเดียวเท่านั้น 

ผมสองคนกลับถึงบ้านผมพยุงร่างคนป่วยที่เพลียจากการให้เลือดเดินขึ้นชั้น4ของตึก หลังจากนั้นอยู่ที่บ้านได้ไม่นาน ภรรยาผมก้บอกให้พาไปบ้านลุงหน่อย(ลุงที่เลี้ยงมาแต่เด็ก)เพื่อที่จะคุยกันเรื่องต่อเติมหลังคาบ้านที่ซื้อไว้ พอถึงเช้าวันเสาร์ที่5/11/2562 ผมมารับภรรยาไปบ้านลุงเราใช้เวลาเดินลงจากชั้น4ครึ่งชั่วโมงเพราะว่าเราเหนื่อยง่ายหายใจไม่ทันหลังจากขึ้นรถและขับมาจนถึงบ้านลุง ผมส่งภรรยาเสร็จก็กลับมาทำงานต่อ 

จนเวลามาถึงบ่ายกว่าภรรยาไลน์มาบอกว่าจะขอนอนอยู่ที่นี้นะแล้วถามผมว่าจะเอายังไงจะนอนที่บ้านหรือมานอนที่บ้านลุงกับภรรยาผมใช้เวลาคิดแปปเดียวผมจะนอนที่นั้นกับเค้า ส่วนลูกถามว่าคิดถึงไหมผมบอกเลยว่ามากครับแต่ยังดีทีามีตายายคอยช่วยเลี้ยง หลังจากไปพักฟื้นที่บ้านลุงภรรยาผมก้ดูร่าเริงขึ้นผมใช้เวลาเกือบเดือนอยู่ที่นั้นขับรถไปกับทุกวัน ตอนเช้าผมจะตื่นแต่เช้าออกจากเสนานิคมเพื่อขับรถไปที่บ้านแฟลต ทร บางนาเพื่อซื้อข้าวไปไห้เล่นกับลูกก่อนไปทำงาน 

ส่วนตอนเยนเลิกงานผมก้ยิงตรงกลับบ้านลุงเลย ภรรยาผมจะรอกินข้าวด้วยทุกวันถึงแม้ว่าเค้าจะกินได้ไม่เยอะแต่ก้นั่งกินเปนเพื่อน ผ่านมาถึงวันที่11/11/2562 เป็นวันเกินอายุครบ27ปี พ่อแม่ลุงป้าน้าอา พี่น้องผ่องเพื่อนก้มาหาและเป่าเค้ก หน้าตาภรรยาผมดูมีความสุขและสดชื่นมากซึ่งเปนความสุขที่เงินซื้อไม่ได้จิงๆ หลังจากวันนั้นจนถึง28/11/2562 ผมพาภรรยาพบหมอตามนัดครับ เราตรวจเสร็จจากคุนหมอก็ให้เลือดเหมือนเดิม(ค่าเลือดต่ำ)หลังจากเสร็จกับมาบ้านเช้าวันรุ่งขึ้นผมมาทำงานตามปกติ เสียงโทสับดังขึ้น พี่ตี๋(พี่ชายลูกลุง)โทมาบอกว่าตอนนี้เมย์อาการไม่ดีหายใจไม่ออก ไม่มีแรงกำลังพามาโรงพยาบาล(บางนา1เพื่อขอใบส่งตัว)

 



พอหลังจากนั้นอาการเริ่มดีขึ้นก้กลับบ้านปกติ แต่จิตใจผมตอนนี้ที่ทำงานอยุ่ไม่เปนอะนทำไรเลยตั้งแต่พี่โทมาบอก เพราะเปนห่วงภรรยามากว่า พอเลิกงานกับถึงบ้านผมก้ถามไถ่อาการและก้ทายานวดหลังให้ จนในที่สุดวันที่31/11/2562 ผมเลิกงานกับถึงบ้านเรานั่งคุยกันเรื่อยเปลื่อยในห้องจนสี่ทุ่มครึ่ง ภรรยาผมมีอาการหายใจไม่ออก ร่างกายแขนขาไม่มีแรงเหมือนคนจะหมดสติพี่น้องช่วยกันร้องเรียกแล้วนำส่งโรงพยาบาล ถึงเวลา23:11 อยู่ในห้องฉุกเฉิน เรารอเวลาอย่างเดียวว่าเมื่อไหร่ตรวจเสร็จะได้ห้อง 

เราอยู่ฉุกเฉินจนถึงวันอาทิตย์พี่น้องลุงป้าน้าอาวนกันมาเฝ้าและเยี่ยมไม่ขาดสายทุกคนรักภรรยาของผมมากๆเห็นได้จากการเข้าเยี่ยม ช่วงเวาลาที่อยู่ฉุกเฉินภรรยาพูดกับผมว่า ยังไม่อยากตายฉันกำลังจะตายใช่ไหมผมยืนนิ่งน้ำตาไหลพร้อมจับมือแล้วพูดกับภรรยาว่าเดียวก็หายแล้วเราจะได้กลับบ้านกันนะลูกรอเราอยู่ หลังจากนั้นหมอและพยาบาลได้เรียกผมและพ่อแม่ลุงป้าไปคุยเพื่อจะทำการรักษาต่อแบบไหน หมอมีให้เลือก เจาะคอแล้วต่อท่อหายใจ ปั๊มหัวใจหากเกิดการหยุดหายใจ กับเข้าห้องประคับประคองระยะสุดท้ายเพื่อให้ยาระงับปวดตามอาการ ทางครอบครัวผมตัดสินใจที่จะเลือกห้องประคับประคองเพราะรู้ว่ามีโอกาศดีที่จะหายและได้กลับบ้าน 

ภรรยาผมอยู่ห้องประคับประคองตั้งแต่วันที่4-11-62 ทุกคนที่รู้จักต่างเข้ามาเยี่ยมด้วยความเป็นห่วง และสอบถามอาการว่าเป็นยังไงบ้างตลอดเวลาที่อยู่ในนั้นอาการก็ทรงตัวมีอาการปวดหลังและปวดที่ท้องกินข้าวได้ทีละนิดกินเสร็จก็อ้วก(ระหว่างที่อยู่แฟนผมมีอาการเหมือนหายใจขัดมาสองครั้งแล้วแต่ก็ดีขึ้นและยังอยู่ต่อได้ เรียกได้ว่าดูอาการวันต่อวัน) จนถึงวันที่13-11-62พี่ที่รู้จักกันได้ส่งข้อความมาบอกว่าวันที่14-11-62พี่ศิลปินวงเคลียจะเข้ามาเยี่ยมภรรยาผม(เป็นวงที่เค้าชอบมาก) 

พอเช้าวันที่14-11-62 วันนี้น้องขนมมีนัดที่จะฉีดวัคซีนที่ รพ.รามากะว่าไปหาภรรยาแล้วจะพาลูกไปฉีดยาช่วงบ่าย พอช่วยสายเท่านั้นแหละแม่ยายผมโทรมาบอกว่าภรรยาไม่ไหวแล้วอาการไม่ดีเลยตอนนี้(ตื่นมาตอนเช้าใส่บาตรเสร็จอาการก็มาเลย)ผมรีบออกจากบ้านทันทีพาลูกขึ้นBTSพอไปถึง รพ.ผมเห็นหน้าภรรยาแล้วใจคอไม่ดีเลยมีอาการตาลอยแต่เรียกชื่อเค้ารับรู้ทุกอย่าง ผมบอกภรรยาว่าพาลูกมาหาแล้วนะ เค้าตอบ “อือออ” หลังจากนั้นไม่นานพี่ๆวงเคลียก็มาถึงและบอกกับภรรยาว่าพี่มาแล้วนะขอโทษที่มาช้าไป เค้าตอบรับ “อือออ” เป็นการรับรู้ว่ามีคนมาหานะ 

พี่ๆวงอคลียร้องเพลงให้ภรรยาผมฟังและได้มอบเสื้อของวงไว้ไห้เป็นที่ระลึกและหลังจากนั้นพี่ๆเค้าก็กลับกันเนื่องจากเค้ามาซ้อมและเล่นช่วงเย็น ช่วงเวลานี้ทั้งวันญาติพี่น้องมากันครบทุกคนทุกคนเป็นห่วงภรรยาผมมาก ช่วยบ่ายของวันผมจำใจต้องพาลูกไปฉีดวัคซีนก่อนแต่ในใจหวังลึกๆว่าอย่าพึ่งเป็นอะไรเลย ผมใช้เวลาประมานชั่วโมงกว่าในการพาลูกหาหมอพอเสร็จก็รีบลงมา (ก่อนหน้านั้นภรรยาผมพูดกับที่บ้านว่าให้หมอฉีดยาให้เค้าเยอะๆเลยเค้าจะได้สบาย)เราอยู่ในห้องนั้นทั้งวันจนเวลา18:44 

 

 

ช่วงเวลาแห่งการสูญเสียก็มาถึงผมนั่งอยู่ข้างเตียงจับมือเค้าไว้แน่นมากผมนั่งดูชีพจรของภรรยาผมค่อยๆเต้นช้าลงช้าลงจนหยุดหายใจเสียงคนร้องให้ดังระงมทั่วห้องวินาทีนั้นความเสียใจของผมพุ่งออกมากลายเป็นน้ำตา ผมลุกออกมาจากห้องนั้นผมนั่งร้องให้ตรงทางเข้าห้องผมปล่อยทุกอยากออกมาทางน้ำตาในหัวตอนนั้นผมคิดแต่ว่าทำไมมันเรื่องแบบนี้ต้องมาเกิดกับคนที่ผมรักด้วย ครอบครัวผมกำลังสร้างทุกอย่างเรากำลังเดินทางไปด้วยกัน ผมใช้เวลาอยู่ตรงนั้นประมาน10นาทีผมเริ่มตั้งสติ 

การที่เค้าจากไปแบบไม่เจ็บไม่ทรมานมันคงดีแล้วเค้าเหนื่อยมาทั้งชีวิตแล้วเหนื่อยมาตลอด4ปีที่รักษา ถึงเวลาที่เค้าจะต้องพักแล้ว ผมให้คำมั่นสัญญากับเค้าไว้ว่าจะดูและสิ่งที่เค้ารักมากที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะทำได้ พอเวลาประมาสองทุ่มหมอก็ให้พวกเราเข้าไปบอกลาครั้งสุดท้ายก่อนจะเข็นร่างอันไร่วิญญานไปไว้ห้องสุดท้าย(ตอนนั้นผมคิดอะไรไม่ออกเลย ผมคิดไปถึงข้างหน้าว่าผมจะทำยังไงต่อไปเมื่อเธอไม่อยู่แล้ว) ผมกลับถึงบ้านพักผ่อนเพื่อที่จะเตรียมเดินเรื่องเอกสารขอเอาศพออกจาก รพ. แต่ผมนอนไม่หลับในหัวยังคงคิดแต่เรื่องเราสองคน 

พอรุ่งเช้าผมตื่นอาบน้ำไป รพ. (ระหว่างอยู่บนBTSใกล้เตรียมจะลงที่อนุสาวรีย์แล้ว ความรู้สึกที่เมอลอยคิดถึงเธอก็ทำให้ผมนั่งเลยป้ายจนได้5555จนต้องนั่งย้อนกลับมา) ถึง รพ.ผมเข้าติดต่อห้องประคับประคองและการเงินเพื่อเคลียค่าใช้จ่ายทั้งหมด หลังจากนั้นผมก็ไปซื้อข้าวมาให้ภรรยาแว๊บแรกที่เปิดห้องเข้าไปผมเห็นเค้าในสภาพที่แต่งหน้าแล้วยังดูสวยเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน ผมจุดธูปบอกเค้าให้กินข้าวเช้า(ซื้อของโปรดมาให้เพาหมูไข่ดาว) 

ระหว่างที่รอเอาศพออกจาก รพ.ผมวิ่งไปที่เขตราชเทวีเพื่อแจ้งใบมรณะบัตร ญาติพี่น้องทุกคนต่างช่วยกันทำหน้าที่ของตัวเองที่ได้รับมอบหมาย ทั้งรูป เสื้อผ้าที่จะให้เค้าใส่กลับ ถึงเวลาช่วงเที่ยงรถก็มารับศพออกจาก รพ.ไปที่วัดเพื่อทำพิธีตามศาสนา คืนแรก จนวันสุดท้ายทุกคนที่มาร่วมงานแน่นคับคั่งมากเต็มศาลาทุกวัน จนผ่านมาทุกวันนี้ผมเริ่มจะทำใจและยอมรับกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นแล้ว ผมตั้งใจจะทำให้ดีที่สุดเพื่ออนาคตของลูก ขอบคุณทุกคนที่เสียสละเข้ามาอ่านเรื่องราวของผมนะครับ การเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวมันไม่ง่ายเลยแต่ผมจะทำให้ดีที่สุด #ขอบคุณครับ

 

 

ขอบคุณ Thanatat Tawron
 




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เจนจิรา หนองแสง
ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์