เถ้าแก่น้ำดื่มโอดตกเป็นจำเลยสังคม ใจดำไล่หนุ่มใต้ พลเมืองดีออกจากงาน ความจริงโมโหเอารถไปบ้านญาติ

เถ้าแก่น้ำดื่มโอดตกเป็นจำเลยสังคม ใจดำไล่"หนุ่มใต้" พลเมืองดีออกจากงาน ความจริงโมโหเอารถไปบ้านญาติ

Publish 2018-12-04 12:12:39


จากกรณีที่คุณตาวัย 62 ปี เกิดอาการเมาเหล้าแล้วล่อลวงหลานสาวแท้ๆ อายุ 15 ปี ไปพยายามข่มขืนในป่าละเมาะ ในพื้นที่ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แต่โชคดีที่เด็กยังไม่ได้ถูกตาแท้ๆ ของตนเองขืนใจนั้น เนื่องจากเด็กได้ร้องเสียงดัง และมีพลเมืองดีผ่านมาช่วยเหลือไว้ได้นั้น 

 

อ่านข่าว : ตาแท้ๆ เมาได้ที่ พาหลานในไส้ ลวงเข้าป่าขึ้นคร่อมพยายามขืนใจ!




โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ ได้ทำการสอบปากคำชายวัย 62 ปี แต่เจ้าตัวยังปฎิเสธว่าไม่ได้ลงมือข่มขืน เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาดำเนินคดีใน 3 ข้อหา คือ พาบุคคลอื่นไปกระทำการอนาจาร,กระทำอนาจารบุคคลอายุเกินกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน18 ปี,และความผิดตาม พรบ.ความรุนแรงและครอบครัว 

 

ต่อมาทางด้านนายทิพกร ทองขาว อายุ 30 ปี พนักงานส่งน้ำของโรงงานผลิตน้ำดื่มแห่งหนึ่งใน อ.หาดใหญ่ ซึ่งเป็นพลเมืองดีที่เข้าไปช่วยเหลือเด็กวัย 15 ปีได้ทันนั้น ได้เดินทางไปที่สภ.หาดใหญ่ เพื่อปรึกษากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังต้องเป็นพยานจนถูกนายจ้างไล่ออกจากงาน เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา และตอนนี้ต้องเดือดร้อนเพราะไม่มีที่ไปและไม่มีที่พัก เนื่องจากก่อนหน้านี้ก็อาศัยอยู่ที่บ้านของเถ้าแก่ หลังจากที่มาทำงานส่งน้ำได้ 2 เดือนแล้ว  

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : หนุ่มใต้ช่วยด.ญ.รอดถูกตาแท้ๆขืนใจ โดนนายจ้างไล่ออก บอกทำเสียเวลางาน



ล่าสุดเถ้าแก่เจ้าของโรงงานผลิตน้ำที่นายทิพกร ทองขาว ทำงานอยู่นั้น ได้เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าว หลังจากถูกสังคมและกระแสโซเชียลวิพากษ์วิจารณ์ว่าได้ไล่นายทิพกรออกเนื่องจากไปเป็นพยานในคดีดังกล่าวและทำให้เสียงานว่า ขณะนี้ยังไม่พร้อมจะเปิดเผยตัวเพราะกลายเป็นจำเลยของสังคมไปแล้ว 

อ่านข่าว : หนุ่มใต้ช่วยด.ญ.รอดถูกตาแท้ๆขืนใจ โดนนายจ้างไล่ออก บอกทำเสียเวลางาน

อ่านข่าว :  หนุ่มใต้ลั่นไม่เสียใจที่ได้ช่วยเด็กหญิงจากถูกขืนใจ แม้ถูกไล่ออกจากงาน

 

 

ยืนยันว่า สาเหตุที่ให้นายทิพกร ออกจากงาน ไม่ได้มาจากการไปเป็นพยานในคดีนี้ จนทำให้เสียการเสียงานส่งน้ำไม่ทัน ซึ่งตนและภรรยายังชื่นชมนายทิพกร ด้วยซ้ำที่เป็นคนดี ช่วยเหลือเด็กให้รอดจากการถูกตาแท้ๆ ขืนใจ 

 

ส่วนสาเหตุที่แท้จริง มาจากเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา นายทิพกร ได้ขอรถคันใหม่ไปส่งน้ำให้ลูกค้าที่ค้างอยู่อีก 50 ถัง เพราะส่งให้ไม่ทันในวันเกิดเหตุ โดยอ้างว่ารถคันเก่าที่ขับส่งน้ำเป็นประจำกระจกแตกขับไม่ได้ ซึ่งตนก็ให้อนุญาตไป และก่อนไปส่งน้ำก็ได้เข้าไปให้ปากคำกับตำรวจที่สภ.หาดใหญ่ เสร็จประมาณบ่าย 2 โมง และไปส่งน้ำต่อ ซึ่งเวลาที่ใช้ในการส่งน้ำจริงๆ ราว 1 ชั่วโมงก็เสร็จ

 

แต่นายทิพกร นำรถกลับมาส่งที่โรงน้ำตอน 4 ทุ่ม ภรรยาของผมจึงโมโหมาก เพราะในวันนั้นจำเป็นต้องใช้รถไปย้ายหอให้กับลูกสาวและเพื่อนที่อ.เมืองสงขลา ในช่วงเย็น จึงทำอะไรไม่ได้เลยเพราะไม่มีรถ จึงให้นายทิพกร ออกจากงาน 

 

นอกจากนี้ตนและภรรยายังเคยวางแผนที่จะซื้อรถและเซ้งน้ำให้ นายทิพกร มีกิจการส่งน้ำเป็นของตัวเองด้วยซ้ำ ซึ่งได้คุยกันไว้แล้วเพื่อสร้างตัวเอง และส่วนตัวก็ไม่ได้คิดจะไล่ แต่วันนั้นภรรยาโมโหมากที่นำรถไปใช้ส่วนตัวและกลับมาล่าช้า ซึ่งทราบว่าขับไปบ้านญาติที่จ.พัทลุง หากมาเร็วก็จะไม่โดนไล่ออก ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับการที่นายทิพกรเป็นพลเมืองดีช่วยเหลือด.ญ.ที่กำลังจะถูกข่มขืนแต่อย่างใด จึงขอความเห็นใจกับสังคมด้วย อยากให้ฟังความจริงก่อนจะเข้าใจผิดไปมากกว่านี้ 

 

อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบคำพูดของหนุ่มใต้ พลเมืองดี นายทิพกร ทองขาว ได้บอกว่าตนเองเดินทางไปให้ปากคำที่สภ.หาดใหญ่ ก่อนจะเดินทางไปส่งน้ำให้ลูกค้า ซึ่งใช้เวลานานพอสมควร เพราะหลังเกิดเหตุตำรวจได้ขอเบอร์โทรศัพท์ตน เพื่อเป็นพยานในคดีนี้เพราะเป็นคนเดียวที่เข้าไปช่วยและเห็นเหตุการณ์ ตนจึงได้ให้เบอร์โทรที่ทำงานไปเพราะโทรศัพท์เสีย จนถูกเถ้าแก่ต่อว่า ว่าทำให้งานเสียหาย ผมโดนเถ้าแก่เนี๊ยไล่ออก คือวันเกิดเหตุผมขับรถไปส่งน้ำแล้วได้ยินเสียงเด็กหญิงร้องให้ช่วย จึงจอดรถแล้วตามหาต้นเสียง ไปเจอเหตุการณ์เข้าแบบคาตา ชายแก่กำลังจะข่มขืนเด็ก จึงเข้าไปช่วยเอาไว้ หลังเสร็จเรื่องตำรวจได้ขอเบอร์โทรไว้ เพราะผมเป็นพยานเพียงคนเดียว จึงให้เบอร์โทรที่ทำงานไป แล้วในวันนั้นผมก็ไปส่งน้ำให้ลูกค้าไม่ทันรวม 50 ถัง จากลูกค้า 50 เจ้า 


ทั้งนี้ดูเหมือนว่ายังมีคำพูดบางอย่างที่ขัดแย้งกันเล็กน้อย โดยหนุ่มใต้เองก็ยืนยันว่าการให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ใช้เวลานานมาก แต่พอเสร็จธุระที่โรงพักก็กลับมาทำงานตามเดิม ไม่ได้พูดถึงในส่วนที่ขอเปลี่ยนรถและนำรถส่วนตัวของทางร้านไปใช้ ขณะที่กระแสสังคมมองว่าหากความผิดพลาดเรื่องการใช้รถเกิดขึ้นครั้งแรก น่าจะพูดคุยกันและให้อภัยกันได้ ไม่น่าถึงขั้นไล่ออก ซึ่งต้องรอฟังความจริงจากทางสองฝ่ายอย่างละเอียดอีกครั้ง 




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ฌาวิตรา พัฒนาอารยสกุล

;