สมานรอยร้าวไทย-จีน!! รำลึก ในหลวง ร.๘ และ ร.๙ เสด็จประพาสสำเพ็ง ประทับใจมิรู้ลืม..คนจีนนำทรายที่ทรงเหยียบขึ้นหิ้งบูชา!! (คลิป)

Publish 2018-06-03 14:41:42

 

            ๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๙ มีเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในประเทศไทย นั่นคือการเสด็จประพาสสำเพ็งของในหลวงรัชกาลที่ ๘ และรัชกาลที่ ๙ เมื่อญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง นั้น รัฐบาลก๊กมินตั๋งของจีนซึ่งร่วมกับสัมพันธมิตรในการต่อสู้กับญี่ปุ่นในช่วงสงคราม และเป็น ๑ ใน ๕ มหาอำนาจของโลกในเวลานั้น ได้แสดงความประสงค์ที่จะส่งทหารจีนเข้ามาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในไทย ขณะที่คนจีนบางกลุ่มในประเทศไทยเองก็เกิดความรู้สึกว่าตนเป็นผู้ชนะสงคราม เนื่องจากรัฐบาลไทยสมัยสงครามเข้ากับญี่ปุ่น ดังนั้นจึงคิดว่าไทยเป็นฝ่ายแพ้สงครามด้วย

 

 

           อย่างไรก็ตามรัฐบาลไทยในเวลานั้นเกรงว่าหากยินยอมให้ทหารจีนเข้ามาอาจจะเกิดปัญหาด้านความมั่นคงของไทยได้ จึงขอร้องให้ทหารญี่ปุ่นในประเทศไทยปลดอาวุธตัวเอง ต่อลอร์ดหลุยส์ เมาท์แบทแทน ผู้บัญชาการทหารอังกฤษ ประจำภาคตะวันออกไกล เป็นผลให้คนจีนเหล่านั้นไม่พอใจ ประกอบกับรัฐบาลจีนได้ทำสนธิสัญญาทางไมตรีครั้งแรกกับไทย และส่งเอกอัครราชทูตมาประจำที่ประเทศไทย กับประกาศนโยบายให้คนจีนที่เกิดนอกประเทศได้รับสัญชาติจีน จึงทำให้คนจีนเกิดความรู้สึกเรื่องชาตินิยมรุนแรงขึ้น ถึงกับมีการเรียกร้องสิทธิพิเศษต่าง ๆ จากรัฐบาลไทย นอกเหนือจากการชักธงชาติจีน และประดับรูปผู้นำจีนตามบ้านเรือนและร้านค้า รวมทั้งทำร้ายคนไทยที่เข้าไปในย่านของคนจีนเช่นสำเพ็ง เยาวราช และถนนเจริญกรุง จึงทำให้เกิดการกระทบกระทั่งระหว่างคนไทยกับคนจีน จนทางการต้องส่งกำลังเข้าระงับเหตุ

 

         แต่เหตุการณ์ที่ทำท่าว่าจะรุนแรง ก็กลับสงบลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการที่ในหลวงรัชกาลที่ ๘ และ รัชกาลที่ ๙ ซึ่งขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช เสด็จพระราชดำเนินเยือนสำเพ็งอันเป็นถิ่นของคนจีน ในกรุงเทพฯ ในช่วงสงคราม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และสมเด็จพระอนุชา ประทับและทรงศึกษาอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งสองพระองค์ ได้เสด็จนิวัติพระนครใน เมื่อทรงทราบความขัดแย้งดังกล่าวที่เกิดขึ้นจึงมีพระราชประสงค์จะเสด็จประพาสสำเพ็ง ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อ

 

 



 

             การตัดสินพระทัยของพระองค์ท่านในขั้นต้น ได้รับการทักท้วงเพราะรัฐบาลเกรงว่าจะผิดราชประเพณี แต่ทรงมีรับสั่งให้สำนักราชเลขานุการในพระองค์ แจ้งยืนยันให้รัฐบาลทราบ เพราะทั้งรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖ ก็เคยเสด็จพระราชดำเนินมาแล้ว จึงมีหมายกำหนดการเสด็จประพาสเยี่ยมชาวจีนที่สำเพ็ง ในวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๔๘๙ อันเป็นวันเสด็จพระราชดำเนิน ประชาชนชาวจีนในสำเพ็งต่างพากันปิติยินดี และร่วมกันตบแต่งบ้านเรือนด้วยธงทิวและแพรพรรณ ตั้งโต๊ะบูชาด้วยเครื่องลายครามและเครื่องแก้วเจียระไน สร้างซุ้มประตูรับเสด็จด้วยดอกไม้สดประดับประดาเป็นรูปมังกรขนาดใหญ่ ตั้งแต่ปากตรอกสะพานหัน และสองฟากของสำเพ็ง มีพสกนิกรชาวจีนมาเฝ้ารับเสด็จอย่างเนืองแน่น บางครั้งได้เสด็จไปประทับในบ้านและร้านรวงที่กราบบังคมทูลเชิญ เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด โดยไม่ทรงถือพระองค์ รวมเป็นเวลาที่ประพาสสำเพ็งประมาณครึ่งวัน

 

 

 


           ต่อจากนั้นได้เสด็จไปเสวยพระกระยาหารกลางวันที่สมาคมไทย-จีน ถนนสาทร และทอดพระเนตรกีฬากับการละเล่นต่าง ๆ ก่อนเสด็จกลับ ในระหว่างเสด็จพระราชดำเนิน บรรดาพ่อค้าชาวจีนได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายของมีค่า เช่น เครื่องกระเบื้อง และสิ่งของที่ทำด้วยหยก รวมทั้งถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศล รวม ๑๓,๐๐๐ บาท ซึ่งนับว่าเป็นเงินจำนวนมากในสมัยนั้น ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวได้ทรงตั้งเป็น "ทุนพ่อค้าหลวง" และพระราชทานแก่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อให้เก็บดอกผล สำหรับรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่ยากไร้

 

 


 

            เมื่อเสด็จพระราชดำเนินจนสุดย่านสำเพ็งแล้ว ได้เสด็จเยือนสถานที่สำคัญในย่านใกล้เคียง ได้แก่โรงพยาบาลเทียนอัน สมาคมพาณิชย์จีน ที่สาทร ทรงเสวยพระกระยาหารกลางวันที่ทางสมาคมจัดถวาย แล้วเสด็จเยี่ยมมูลนิธิปอเต็กตึ้ง และโรงพยาบาลหัวเฉียว ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ

            ในช่วงเย็นวันดังกล่าว ได้นำฝุ่นทรายมาโปรยลงบนพรมที่ปูลาดไว้หน้าร้าน แล้วกราบบังคมทูลขอให้ทรงเหยียบลงบนพรมนั้น เมื่อทรงทำตามแล้ว ชาวจีนผู้นั้นก็นำฝุ่นทรายประจงใส่กระถางลายครามใบใหญ่ แล้วนำขึ้นไปตั้งไว้บนโต๊ะบูชาทันที

 

 

          รัชกาลที่ ๘ ทรงโปรดการเสด็จประพาสสำเพ็งมาก ทรงเล่าถึงชาวจีนคนหนึ่งซึ่งเข้าเฝ้าว่า "ฉันกำลังเดินเพลินๆ อยู่พอก้าวขาออกไป ก็มีจีนคนหนึ่งวิ่งเข้ามาตรงเท้า ฉันตกใจเหลียวมาดู เห็นเขากอบเอาขี้ฝุ่นตรงที่ฉันเหยียบมาใหม่ ๆ ใส่มือแล้วเอาใส่ห่อผ้าเช็ดหน้าไว้ ถามดูได้ความว่าจะเอาไปบูชา"

          การเสด็จประพาสสำเพ็ง ของในหลวงทั้งสองพระองค์ นับเป็นการสมานรอยร้าวของพี่น้องจีน-ไทยในครั้งนั้นให้คืนสู่ปกติอย่างน่าอัศจรรย์ และพี่น้องทั้งสองสายเลือดก็ได้ร่วมกันสร้างประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้ามาตราบเท่าทุกวันนี้

 

 

 

ขอบคุณข้อมูล : Facebook  พิชาญ พงษ์พิทักษ์

ของคุณคลิปจาก : youtube สำนักข่าวไทย

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ