จตุพรเปลี่ยนไปแสดงความจงรักภักดี ในหลวงร.10  สนธิญาณ เชื่อว่าจริง !

"จตุพร"เปลี่ยนไปแสดงความจงรักภักดี "ในหลวงร.10" สนธิญาณ เชื่อว่าจริง !

Publish 2019-07-15 21:43:38


นรายการเที่ยงตรงกับสนธิญาณ ได้นำเสนอในตอน "จตุพร"เปลี่ยนไปแสดงความจงรักภักดี "ในหลวงร.10" สนธิญาณ เชื่อว่าจริง โดยคุณ สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรมระบุว่า สำหรับประเด็นที่จะพูดวันนี้ไม่ใช่ประเด็นทางการเมืองโดยตรง แต่เป็นเรื่องของคนดังทางการเมืองคนหนึ่ง ซึ่งผมถือว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจที่สังคมไทยควรจะต้องศึกษาและก็ติดตามครับ นั่นก็คือเรื่องของคุณจตุพร พรหมพันธ์ เพราะเมื่อวานวันที 14 กรกฎาคม คุณจตุพร พรหมพันธ์ได้โพสข้อความพร้อมภาพที่ตนเองและพวกซึ่งประกอบไปด้วยคุณจตุพร พรหมพันธ์ ยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก เป็นอดีตผู้ที่ถูกจำคุกนะครับในคดีกระทำความผิดตามมาตรา 112 หรือหมิ่นสถาบันนั่นเอง รวมทั้งคุณอารีย์ ไกรนรา สส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อชาตินะครับ 

ได้เดินทางไปที่สำนักงานเขตพระนคร ข้อความที่คุณจตุพรได้โพสลงเฟสบุ๊คนี่บอกว่า ได้เข้าร่วมพิธีรับหมวกและผ้าพันคอพระราชทานต่อเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสำหรับใช้ในการปฏิบัติหน้าที่จิตอาสาในโครงการจิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจตามพระราชปณิธานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการดำเนินกิจกรรมต่างๆของหน่วยราชการที่เป็นการพัฒนาสังคมและสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อประเทศชาติที่สำนักงานเขตพระนคร 

 


แน่นอนครับทันทีที่ข้อความและภาพดังกล่าวปรากฎออกไปสู่สาธารณชนนั้นมีคำถามติดตามมามากมายว่า คุณจตุพรคิดอะไรอยู่ นปช.คิดอะไรอยู่ คิดอย่างที่ทำจริงหรือไม่ หรือว่าการกระทำนั้นเพื่อปกปิดความคิดที่แท้จริงเพราะคนที่ไปร่วมก็เคยเป็นผู้ที่ถูกจำคุกในคดีหมิ่นสถาบันนะครับ ผมเชื่อว่าสิ่งที่คุณจตุพรทำและคิดเป็นเรื่องเดียวกัน เชื่อว่ากระทำด้วยใจนะครับ แม้จะใช้ราชาศัพท์ไม่ถูกต้องนะครับ เพราะหลังจากมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้วนะครับ จะต้องมีการเปลี่ยนและการใช้ราชาศัพท์ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 

แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญหรอกครับ สาระสำคัญอยู่ที่หัวใจ ทำไมผมพูดเหมือนเชื่อหรือกล้ารับประกันคุณจตุพร เอาประสบการณ์ตัวเองครับ ไม่เคยรู้จักกับคุณจตุพรเป็นการส่วนตัว เคยเจอหน้ากันแว่บๆ เดินผ่านไปผ่านมา ที่จริงจังหน่อยก็เคยเจอกันที่รามคำแหง เมื่อคราวที่มีการปราบปรามผู้ชุมนุมครั้งใหญ่ ในปี พ.ศ.2535 และคุณจตุพรพาคนจากราชดำเนินไปปักหลักอยู่ที่รามคำแหง บรรดาเครือข่ายพรรคพวกอดีตผู้นำกิจกรรมนักศึกษาก็ไปรวมกัน



แล้วผมได้รับการมอบหมายให้ดูแลการรักษาความปลอดภัยในส่วนของในเครือข่ายของนักกิจกรรมเก่า ก็มีการประจัญหน้ากันกับคุณจตุพร เพราะยังไม่รู้จักว่าผมเป็นใคร ก็ถึงขั้นจะมีการท้าทายจะยิงกันแบบนั้น เพราะว่าตอนนั้นมันเป็นเรื่องที่จำเป็นจำต้องหวาดระแวง ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร นั่นเป็นการที่เจอหน้ากันครั้งเดียว แต่ทำไมถึงกล้ามายืนยันแบบนี้ก็เพราะว่าโดยความรู้สึกของผม ผมประกาศเสมอมาเมื่อตอนที่ผมยังไม่เข้าใจโลกและไม่เข้าใจข้อเท็จจริงนี่นะครับ

 

 ผมต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด โดยการชี้นำขององค์กรจัดตั้งของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จนเติบโตเข้าใจความจริง มิติต่างๆของสังคมอย่างละเอียดลึกซึ้ง มองสภาวะต่างๆด้วยความเป็นจริง ด้วยหัวใจที่เชื่อมโยงกันด้วยหัวใจไม่ว่าคนที่คิดเหมือนหรือคนที่คิดต่างไม่ใช่เอาอุดมการณ์ที่ตัวเองคิดว่าถูกต้องและเอามาฟาดฟันเข่นฆ่ากัน มิติทางความคิดข้างในของความเป็นมนุษย์มันจะเกิดขึ้นแล้วก็เปลี่ยนแปลง 

 

วันนี้ผมเชื่อว่าคุณจตุพรเปลี่ยนแปลง เพราะขนาดผมการต่อต้านสถาบันของผมเป็นไปอย่างรุนแรงและมีอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ชี้นำ ผมยังเปลี่ยนได้ คุณจตุพรนี่นะครับเรียกว่าแค่เฉียดคดีตามมาตรา 112 นะครับ แล้วก็ไม่ใช่เป็นการพูดหรือการกระทำที่มุ่งตรงไปสู่การหมิ่นนะครับ ที่บอกคุณจตุพรพูดในตอนนั้นนี่นะครับก็คือการพูดเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2554 หลังจากที่ผ่านเหตุการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงแล้วก็เกิดเหตุการณ์ทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายในปี พ.ศ.2553 นะครับก็มีการจัดงานครบรอบปี แน่นอนครับความรู้สึกนึกคิดอย่างเรียกว่าร้อนรุ่มครุ่นแค้น จะผิดจะถูกของใครก็ตามแต่ แต่แน่นอนล่ะครับว่ามันมีคนชุดดำ

 

 ผมย้ำนะครับมีคนชุดดำ คุณจตุพรจะรู้หรือไม่รู้ก็ตามแต่เตรียมการที่จะก่อเหตุให้เกิดความรุนแรงขึ้น แม้คุณจตุพรหรือ นปช.จะพูดยังไงก็ตามแต่ว่าถูกเข่นถูกฆ่า ถ้าย้อนกลับไปดูปี พ.ศ.2552 มันไม่มีการเข่นการฆ่าจากฝ่ายทหาร เพราะมันไม่มีคนชุดดำออกมาล่อยิงแล้วต้องการให้เกิดเหตุความรุนแรงขึ้น คุณจตุพรถ้าไม่รู้เรื่องก็มีสิทธิ์ที่จะต้องเจ็บแค้นและคำพูด



เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2554 ก็มีส่วนที่ล่อแหลมนะครับ แต่เป็นการโจมตีไปที่กองทัพและรัฐบาลนะครับ มีบางถ้อยบางคำที่อ้างอิงเปรียบเทียบใกล้เคียงเฉียดไปที่สถาบันพระมหากษัตริย์ ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอในขณะนั้นต้องการเอาใจอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จะตั้งข้อหาจตุพรให้ได้ แม้แต่คนที่ยืนอยู่ข้างหลังคุณจตุพรในขณะนั้นตบมือเป่าปากเมื่อจตุพรพูด ธาริต เพ็งดิษฐ์ก็ยังจะเอาผิดให้ได้ 


แต่หลังจากที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ขึ้นมา ธาริต เพ็งดิษฐ์ก็มีคำอธิบายในการที่จะไม่ฟ้องจตุพร ท้ายสุดคดีนี้ก็ไม่มีการส่งฟ้องและจบลงไป และผมก็คิดว่าในการพูดของจตุพรวันนั้นนะครับไม่มีเจตนาไปที่สถาบันพระมหากษัตริย์ พูดถึงผู้มีอำนาจคือรัฐบาลและกองทัพในขณะนั้น ย้ำว่าเป็นคำพูดด้วยความเข้าใจผิด นั่นเป็นความเห็นของผม เพราะทหารไม่ได้ตั้งใจมาฆ๋าประชาชนเพราะคนชุดดำต่างหากที่ต้องการให้เกิดเหตุการฆ่าขึ้น ใครจะสั่งคนชุดดำมา นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง 


หลังจากนั้นนะครับจตุพรก็เคลื่อนไหวในทางการเมืองในฐานะแกนนำคนเสื้อแดง แต่ปรากฎว่าด้วยบุคลิกส่วนตัวที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองนะครับ มีความคิดของตัวเอง จตุพรไม่ได้ยอมเป็นทาสทักษิณเหมือนกับแกนนำ นปช.คนอื่นๆอีกหลายคน จตุพรกล้าตอบโต้กับทักษิณ โดยเฉพาะการตอบโต้ในการชุมนุมพูดคุยของคนเสื้อแดงที่เขาใหญ่ ทำให้มีการโต้เถียงกับทักษิณสดในระหว่างที่กำลังออนแอร์ ทำให้ทักษิณโกรธจตุพรนะครับ 

และแน่นอนครับทักษิณซึ่งเป็นคนที่จะต้องถือว่าทุกคนเป็นลูกน้อง เป็นทาสควบคุมชี้นำสั่งการได้ ไม่พอใจจตุพร จตุพรก็ดูเหมือนว่าตกกระป๋องไป คนที่ขึ้นมาแทนคือณัฐวุฒิ ใสยเกื้อนะครับ ซึ่งได้รับการปูนบำเน็จจนกลายมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพานิชย์เสียด้วยซ้ำไป การดำเนินการทางการเมืองของจตุพรนะครับก็มีความเป็นตัวของตัวเองแต่ในฐานะที่ขึ้นขี่เสือแล้วอยู่บนหลังเสือแล้วในฐานะแกนนำ นปช. จนถึงปัจจุบันนี่นะครับจากการไปรดน้ำดำหัววีระกานต์ มุสิกพงศ์ ของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หมอเหวง และอาจารย์ธิดา วันนั้นก็ดูเหมือนกลายๆว่าจะปลดจตุพรออกจากประธาน นปช. 


แต่เราจะต้องดูล่ะครับว่าบทบาทของจตุพรในการที่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาวะข้างในที่ผมเรียนก็คือการพูดถึงพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี ซึ่งเป็นบุคคลที่คนไทยให้ความรักและเคารพ จตุพรพูดถึงพลเอกเปรมถึงการเสียชีวิตของพลเอกเปรม คนเสื้อแดงก็โห่ ฮา ด้วยความสะใจ จตุพรได้ปรามแล้วได้บอกว่าต้องระลึกถึงคุณูปการของพลเอกเปรมนะครับที่มีหลายเรื่องที่คนไทยต้องไม่ลืมโดยเฉพาะอย่างยิ่งคำประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 ซึ่งทำให้เกิดการยุติการต่อสู้ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาลไทย ยุติการเข่นฆ่ากันระหว่างคนไทยด้วยกันเอง ซึ่งตายในแต่ละปีจำนวนนับพัน 


นี่คือสิ่งที่จตุพรพูดถึงพลเอกเปรม ซึ่งเป็นที่ขัดเคืองใจของคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง ความขัดเคืองใจก็มาจากการที่จตุพรและพรรคพวกรวมทั้งคุณเจ๋ง ดอกจิกเคยบุกไปปิดล้อมบ้านพลเอกเปรมในปี พ.ศ.2550 จนเป็นคดีความกันอยู่ และคนที่ดำเนินคดี เอาเรื่องเอาราวในขณะนั้นก็คือพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวสนี่แหละครับ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. วันนี้ก็เรียกว่ามีความสนิทสนมใกล้ชิดกับทางฝากฝั่งทักษิณนะครับ

 ผมหยิบยกมาเล่าให้ฟัง เห็นไหม มันเปลี่ยนข้าง มันกลับข้างกันได้ มันแล้วแต่มุมมองแล้วก็ความคิดของผู้คน ดังนั้นนี่นะครับวันนี้นะครับเหตุการณ์ที่ผ่านมา 12 ปี นับแต่วันที่เคยบุกบ้านพลเอกเปรมกับคำพูดคุณจตุพร ผมเชื่อจริงๆว่าคุณจตุพรเปลี่ยนจากข้างในนะครับ โดยเฉพาะในช่วงตอนที่มีข่าวว่าคุณทักษิณจะยุติบทบาททางการเมือง คุณจตุพรได้พูดถึงคุณทักษิณ ก็มีมุมมองที่น่าคิด เป็นมิติทางด้านความรู้สึกนึกคิดเหมือนกันนะครับว่าคนอายุ 70 ต้องคิดมากกว่าปกติ 

นั่นคือสิ่งที่จตุพรเชื่อว่าทักษิณจะเลือกมีชีวิตที่จะสงบ นั่นคือมุมมองของจตุพร มันเป็นมิติการมองในสภาวะทางจิตใจนะครับ แต่สภาวะจิตใจน่าเสียดายที่คุณจตุพรยังไม่ได้ศึกษา เวลาจิตมันปรุงแต่ง มันสร้างความโกรธแค้นชิงชังแล้วมันฝังอยู่ในจิตใจนี่นะครับมันถอนยาก ก็ต้องจับตาดูว่าคุณทักษิณจะเลิกจริงตามที่คุณจตุพรว่าหรือยังจะเดินหน้าต่อไป แต่สำหรับคุณจตุพรนี่นะครับ สิ่งที่ดำเนินการมาถือว่าเป็นบทบาทที่สำคัญในทางการเมืองและการดำรงวิถีชีวิตของตนเอง เพราะถ้าเปลี่ยนจริงความน่าสนใจก็คือคุณจตุพรจะยืนอยู่บทบาทตรงไหนในทางการเมือง 

ในขณะที่วันนี้ในพรรคอนาคตใหม่ร้อนแรง โจมตีสถาบันในรูปแบบที่ไม่ให้ผิดกฎหมาย แต่คนในพรรคต่อต้านสถาบันในแง่มุมของต้องการเสรีประชาธิปไตยแบบตะวันตก คุณจตุพรก็อาจจะเป็นทางเลือกอีกทางเลือกหนึ่ง ความคิดทางการเมืองไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน จะต่อต้านพลเอกประยุทธ์ต่อไป เดินอยู่คนละฝั่งกับพรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐหรือวันหนึ่งอาจจะต้องยืนกับพรรคเพื่อไทยเอง

 ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งครับสำหรับผู้ชายคนนี้ จะประสบความสำเร็จในการยืนทางการเมืองต่อไปหรือไม่ ไม่รู้ได้นะครับ แต่ทุกผู้คนที่มีความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สิ่งที่คนอื่นไม่รู้คือความสุขสงบที่เกิดขึ้นในจิตใจของตัวเองและผมหวังว่าคุณจตุพรถ้าเปลี่ยนแปลงจริงก็จะได้พบกับสิ่งนั้นในจิตใจตัวเอง ขอบคุณครับ สวัสดีครับ


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นางสาวชนุตรา เพชรมูล
ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์