หวนคืนบังลังก์?? จับสัญญาณ ความเป็นไปได้ของ นายหัวชวน ในตำแหน่งประธานสภาฯ เปิดประวัติปูมหลังก่อนจะเป็นที่นับถือใน ประชาธิปัตย์

หวนคืนบังลังก์?? จับสัญญาณ ความเป็นไปได้ของ "นายหัวชวน" ในตำแหน่งประธานสภาฯ เปิดประวัติปูมหลังก่อนจะเป็นที่นับถือใน ประชาธิปัตย์

Publish 2019-05-21 17:50:14


เมื่อหม้อลูกใหญ่ที่เคี่ยวมานานจนใกล้งวดเริ่มส่งกลิ่นโชยปะทะจมูก เกมการเมืองในโค้งสุดท้ายก่อนการจัดตั้งรัฐบาลในวันที่ 24 พ.ค. ก็ปรากฏมีการผสมปนเปทางข้อคิดวิเคราะห์ และกระแสข่าวลือหนาหูที่ชวนสับสนยิ่ง

 

 

 

แม้ว่าจนถึงเวลานี้ พรรคที่คงสถานะตัวแปรสำคัญที่จะเป็นผู้ชี้ชะตาตัดสินอนาคตทางการเมือง ยังคงอมพะนำและปล่อยให้กระแสลือครอบงำสังคมให้ตีความกันตามวิจารณญาณ...กี่มากน้อยสุดแล้วแต่คน

 

แต่จนแล้วจนรอดจวบจนจะวินาทีสุดท้ายก็ดูเหมือนกลยุทธ์เช่นว่านี้จะดึงดูดความสนใจ สะกดทุกสายตาให้พรรค ปชป. สามารถเข้าชิงพื้นที่สื่อ เพราะจากท่าทีและความเคลื่อนไหวในทุกย่างก้าว แม้เพียงกระดิกกระเดี้ยว ก็สร้างแรงกระเพื่อมจนเสมือนว่ามีอำนาจการต่อรองไม่ต่างอันใดกับ ภท. หากจะตรงแค่ว่า ความเป็น "เอกภาพ" ภายใน ปชป นั้นจะเผยให้เห็นรอยร้าวจากความแตกต่างด้านความเห็นของสมาชิกพรรค ก็อยู่ในระดับที่ชวนให้น่าวิตกอยู่ไม่น้อย

 


 



ข้อสังเกตดังกล่าว ปรากฏอย่างชัดเจน เมื่อ วานนี้ 20 พ.ค 2562 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟสบุ๊คส่วนตัว ทำนองความ ขอขอบคุณผู้สนับสนุนพร้อมระบายความอัดอั้นในใจ หลังจากที่ต้องชวดตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่

 

 

แต่ที่มิอาจหลุดรอดสายตาผู้สันทัดกรณีด้านการเมืองจนจุดประเด็นใหม่ขึ้นเห็นจะเป็นในย่อหน้าหนึ่งที่ระบุว่า "ผมเพิ่งจะประจักษ์ ด้วยตัวผมเองว่าผู้ใหญ่บางคนที่ผมเคยเคารพนับถือมาเกือบ 30 ปี ที่ผมเคยเชื่อว่าดี แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงภาพลวงตา

ใครไม่ยอมอยู่ในอาณัติหรืออยู่ฝ่ายตรงข้ามกันเมื่อใดก็กลายเป็นคนที่ต้องถูกพิฆาต แผ่บารมีต่อต้านวาดภาพให้เป็นคนไม่ดี เป็นคนของคนนั้นคนนี้ เพื่อให้ดูไม่ดีในสายตาเพื่อน  บารมีมากล้นที่ควรจะวางตัวเป็นกลางเพื่อสร้างเอกภาพกลายเป็นตัวตอกลิ่มให้เกิดความแตกแยกมากขึ้น"

 

จากการที่นายพีรพันธ์ ผู้ที่มีอุปนิสัยเป็นคนซื่อตรง ถึงกับข่มใจอดกลั้นไม่ไหวหรืออย่างไร และนั่นอาจจะเป็นการสื่อนัยยะถึงใครอยู่หรือไม่ ? ปรากฏการณ์นี้เห็นทีว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ...

 

ยังไม่นับรวมถึงกระแสข่าวที่แซ่สร้องอย่างต่อเนื่อง ที่ว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ กลับลำ? หันซบพลังประชารัฐ เป็นความจริง ตำแหน่งประธานสภาฯ คงจะหนีไม่พ้น ชายที่ชื่อ  "นายชวน หลีกภัย" หรือไม่?

 

 

ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีกระแสลือจากฟากฝั่งอวดอ้างปชต. ที่มี พท.เป็นหัวเรือจะเปิดดีล ประชาธิปัตย์ คุมเกมสภา เช่นกัน  โดยเทเสียงหนุน "บัญญัติ บรรทัดฐาน" นั่งประธาน โดยเกิดขึ้นพร้อมกับกระแสที่ว่า พร้อมดันนายธนาธน จึงรุ่งเรืองกิจ จาก อนค. เป็นนายกฯ แต่แล้วทุกอย่างต้องพังครืนเหลือเพียงฝันลมๆแล้งๆ เพราะล่าสุด

 

21 พ.ค. 2562 ได้ออกมาเคลื่อนไหวด้วยตนเองถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า

 "ตำแหน่งประธานสภานั้นเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ เพราะเป็น 1 ใน 3 ประมุขของระบอบประชาธิปไตย หากได้รับตำแหน่งนี้ก็จะสามารถทำให้สภามีบรรยากาศที่ดีขึ้นและสามารถเอื้ออำนวยต่อการบริหารประเทศได้ ขณะนี้มีหลายฝ่ายพูดถึงตนเอง ซึ่งเป็นไปในทิศทางที่ดีตนก็ต้องขอบคุณที่ยังนึกถึง

 

ส่วนจะรับตำแหน่งประธานสภาหรือไม่นั้น นายบัญญัติ ระบุว่า ใจจริงแล้วนั้นตนอยากทำหน้าที่เป็น ส.ส. ธรรมดาคนหนึ่งในสภามากกว่า เนื่องจากจะทำให้มีเวลาเดินทางไปไหนมาไหน และไปพบปะประชาชนจะสะดวกและง่ายกว่า เพราะขณะนี้ในแต่ละพื้นที่มีปัญหาอีกมากมายที่ต้องช่วยเหลือ ซึ่งตำแหน่งนี้ สมาชิกในพรรคประชาธิปัตย์ยังมีอีกหลายคนที่เหมาะสม แต่ไม่ขอระบุว่าเป็นใคร"

 

ทั้งความในใจของนายพีระพันธุ์ ที่มีการพาดพิงถึงผู้มากบารมีในพรรค และจากคำกล่าวตอนหนึ่งของนายบัญญัติ ว่าสมาชิก ปชป ยังมีบุคคลที่เหมาะสมกับเก้าอี้ประธานสภาฯ และนั่นอาจเป็นสัญญะของสมาชิก ปชป ทั้งสองที่หมายถึงนายชวน หลีกภัยหรือไม่??

 


 



อย่างไรก็ตาม เมื่อพินิจอย่างถี่ถ้วนจะพบว่ามีความเป็นไปได้อยู่ไม่น้อยที่ นายชวน จะหวนคืนบัลลังค์ ประธานสภาฯ เพราะด้วยประสบการณ์ จัดเจนด้านการเมือง และลูกล่อลูกชนสมดังฉายา "มีดโกนอาบน้ำผึ้ง" ที่กำราบผู้สื่อข่าวฝีปากกล้าหรือคู่ขับเคี่ยวแบบถึงพริกถึงขิง ตลอดจนมีบริวารกว้างขวางชนิด "แก่วัด" ยากยิ่งหาผู้ใดเทียม

 

ก็เหมาะควรแก่เวลาที่จะทำความรู้จัก ให้ทราบถึงประวัติและผลงานด้านการเมืองที่ผ่านมาว่า คู่ควรกับตำแหน่งอันทรงเกียรติมากน้อยเพียงใด สำหรับอดีตนายกฯ คนที่20 หรือนายชวน เริ่มต้นชีวิตการทำงานในถนนสายกฏหมายอาชีพทนายความ ก่อนจะหันเหกระโจนสู่สนามการเมือง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ใน พ.ศ. 2534

 

 

และเก็บเกี่ยวบ่มเพาะงานด้านการเมือง ด้วยการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการหลายกระทรวง ได้แก่ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงพาณิชย์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 

และที่สำคัญกับตำแหน่ง ประธานสภาฯ ท้ายสุดกับตำแหน่งสูงสุดฝ่ายบริหารในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 1 ใน ปี 2535 และสมัยที่ 2 ในปี 2540 พร้อมควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

 

แม้ว่าการดำรงตำแหน่ง นายกฯ ในสมัย ที่สอง จะคล้ายเป็นการจับผลัดจับผลูด้วยเพราะพลเอกชวลิต ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง จากวิกฤติเศรษฐกิจ แต่ตัวของนายชวนกลับได้รับการยอมรับจาก จากสถาบันการเงินนานาชาติและสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยอีกหลายฝ่ายเพราะถูกมองว่าซื่อสัตย์ มุ่งปฏิรูประบอบประชาธิปไตยและขจัดการฉ้อราษฎร์บังหลวง

 

 

แต่ทั้งนี้กลับเป็นเพียงเสี้ยวส่วนหนึ่ง เพราะนายชวน ต้องเผชิญมรสุมทางเมืองจากการที่โดนฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงการถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เคารพกติกาตามหลักประชาธิปไตย  ...  กระทั่งวันนี้ดูเหมือนชื่อของนายชวน จะกลับมาโลดแล่นบนถนนการเมืองไทยอีกครั้ง และชื่อของผู้เปี่ยมบารมีใน ปชป จะถูกจารึกไว้ในตำแหน่ง ประธานสภาฯ อีกครั้งหรือไม่ ?? ต้องจับตาดูกันต่อไป

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ธัญญา พัชรวงศ์ศักดา
ข่าวล่าสุด โดยสำนักข่าวทีนิวส์