ร่องรอยของนักรบที่บาดเจ็บ!? หาคำตอบเหตุใดท่าทีของ จตุพร จึงเปลี่ยนไป จากขุนพลผู้ภักดีต่อระบอบทักษิณ สู่วันที่โดนลอยแพอย่างโดดเดี่ยว!

ร่องรอยของนักรบที่บาดเจ็บ!? หาคำตอบเหตุใดท่าทีของ จตุพร จึงเปลี่ยนไป จากขุนพลผู้ภักดีต่อระบอบทักษิณ สู่วันที่โดนลอยแพอย่างโดดเดี่ยว!

Publish 2019-04-30 10:45:02


กลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมาอีกครั้ง ... ว่าด้วยชื่อของ 'นายจตุพร พรหมพันธุ์' ในนามของแกนนำนปช.ตัวยง ที่เป็นเสมือนขุนศึกผู้มีใจภักดิ์ต่อ 'นายทักษิณ ชินวัตร' ที่ล่าสุดออกอาการคล้ายตัดพ้อต่อความทุ่มเทแรงกายแรงใจบนสังเวียนการเมือง หลังกรำศึกสู้เพื่อมวลชนคนเสื้อแดงมาหลายปี จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ที่ทำให้ชายผู้นี้ถึงกับออกมาเปิดอก แต่ก็นำมาซึ่งคำถามต่อไปว่า หรือจะถึงคราวที่กลุ่ม นปช. ต้องแตกทัพ ไปพร้อมๆกับรอยแผลของนายจตุพรที่ยากเกินสมานคืนหรือไม่ ?

 

จากกรณีผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ 29 เม.ย. 2562 แกนนำเสื้อแดงตัวใหญ่อย่าง  'นายตู่ - จตุพร พรหมพันธุ์'  โทรโข่งระหว่างร่วมงาน ถึงกรณีความกังวลว่า "นปช.เกิดความแตกแยกว่า เขาได้เคยอธิบายผ่านสื่อสารมวลชนไปแล้วว่า ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีนี้ สภาพการณ์ของ นปช.เหมือนทหารผ่านศึก ซึ่งเป็นทหารประชาชน บาดเจ็บ ล้มตาย ถูกคุมขัง ถูกจับเป็นเชลย สารพัด รวมกระทั่งมีโรคภัยไข้เจ็บ ทุพพลภาพ

 

 

คือโลกแห่งความเป็นจริง หลังเหตุการณ์ปี 2553 พวกเราก็อยู่ในฐานะจำเลยหลายคดี ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีนี้ คนที่ยังไม่มีคดี ก็มีพื้นที่ที่จะไปต่อสู้มากกว่าคนมีคดี แต่คนมีคดี ก็สามารถขยับได้บางช่วงบางเวลา บางจังหวะ และท้ายที่สุด ต้องสังเวยด้วยอิสรภาพ ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องน่ากลัว ถ้ากลัวคงไม่ถูกติดมา 4 รอบ  ที่สำคัญที่สุดก็คือว่าภายใต้สังขารและอิสรภาพที่จำกัด

 

เราจะรักษาแนวทางจุดยืนอุดมการณ์กันได้อย่างไร พี่น้องตนทุกคนแม้ว่าไม่ได้มาในวันนี้ แต่ว่ายังเจอ ในเวลาขึ้นศาลกันทุกครั้ง ได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงสถานการณ์ เพราะว่าเราเองต่างก็รู้ ไม่ว่าเราจะยืนอยู่ ณ มุมใด เวลานี้คือการแสดงความคิดเห็น ทุกคนยังคงสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนได้ดังเดิม ไม่ว่าจะเป็น 'นางธิดา ถาวรเศรษฐ์' 'นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์'  'นายแพทย์เหวง โตจิราการ' และ 'นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ'  อีกทั้งยังมีบุคคลอื่นๆ ก็ยังเจอพูดคุยกันเป็นปกติ เพียงแต่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองเวลานี้ การเมืองก็ยังไม่สะเด็ดน้ำ

 



"เราเป็นคณะบุคคล เป็นประชาชนที่รวมตัวกัน  เป็นเรื่องของการอาสาสมัครการทั้งสิ้น ไม่มีผลประโยชน์ใดที่จะเอื้อให้แก่กัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผูกพัน ผูกมัดกันอยู่นั้นคือคำว่า จิตวิญญาณประชาธิปไตย ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปี เราได้ถูกทำร้ายสารพัด ตนอาจจะโดนหนักมากกว่าคนอื่นหน่อย เรียนกับพี่น้องว่า ตนไม่มีอะไรที่ไหวหวั่น ทองแท้ไม่แพ้ไฟ เชื่อว่าเราคบกันมานาน  เรารู้ว่าทองแท้เป็นอย่างไร

 

เพราะฉะนั้นตนมั่นใจพี่น้องประชาชนว่า เรารวมกันเพราะเรามีอุดมการณ์เดียวกัน  ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดก็ตาม เราต้องติดตามสถานการณ์บ้านเมืองกันอย่างใกล้ชิด เราได้ต่อสู้กันมากว่า 10 ปีนี้ ยืนยันกับพี่น้องว่า เราจะยังผูกพันกันจนกว่าชีวิตจะหาไม่  นี่เป็นความผูกพันที่เราจะต้องยืนหยัดกันต่อไป"

 

 

นอกจากนี้ 'นายตู่' ทิ้งท้ายด้วยถ้อยวาจา ซึงมีนัยยะ หรือไม่นั้นมิอาจทราบได้ ... ส่วนข้อความดังกล่าวนั้น มีใจความว่า "ที่ห้องประชุมแห่งนี้เราจะจัดงานเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ใช่ว่าเจ้าของห้างเขาไล่ เพียงแต่เราเองไม่อยากเป็นภาระมากขึ้น ก็ต้องหาสถานที่ให้มันเล็กลง แต่พี่น้องสามารถไปมาหาสู่กันได้เหมือนเดิม ความจริงแล้วเรายิ่งเดินยิ่งสู้ยิ่งลำบาก และความลำบากก็มากยิ่งขึ้น ภายในเดือนมิถุนายน เราก็ต้องย้ายสถานที่ เราจึงจะเดินต่อไปกันได้ ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีนี้นั้น

 

การที่ยืนหยัดมาจนถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย ไม่ว่าด้วยการถูกบีบรัดด้วยเรื่องราวต่างๆมากมาย เราก็เดินฝ่าฟันกันไปได้ วันนี้อุปสรรคมากมาย เพียงแต่ พร้อมที่จะกลืนเลือดเข้าไป ไม่พร้อมที่จะมาบอกกับพี่น้อง แต่ยังยืนหยัดกับพี่น้องว่า เรายังจะต้องมีภารกิจ ที่เราจะยังต้องเดินหน้าต่อไป เพียงแต่ว่าเราเองก็ต้องปรับวิธีการ ให้มันสอดคล้องกับความเป็นจริง เราต้องยอมรับความจริงให้ได้

 

แล้วเราจึงจะเดินได้มิฉะนั้นเราจะล้มลงไป ในเวลาที่มันยังไม่เหมาะสม ไม่ได้บอกว่าองค์กรมันจะต้องอยู่ไป คนจะต้องอยู่ไป เพราะเรามีสิ่งผูกมัดเดียว คืออุดมการณ์แนวทาง ไม่ว่าเราจะอยู่ที่บ้าน อยู่หนแห่งใดก็ตาม เราก็ยังเหมือนเดิม เราไม่พบหน้าหรือเราจะพบหน้ากัน เราได้เจอกันเราไม่เจอกัน เราก็ยังเหมือนเดิมกันอยู่"

 

 

อย่างไรก็ตามสำหรับกิตติศัพท์ของกลุ่ม  นปช. หรือ "กลุ่มคนเสื้อแดง" นั้นเริ่มประกาศศักดาและก่อตั้งราวปี 2550 หลังการรัฐประหารรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เมื่อปี 2549 นั่นจะเห็นได้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างฐานมวลชนที่เคยสนับสนุนพรรคไทยรักไทยต่อเนื่องมาทุกพรรคจนถึงพรรคเพื่อไทยของครอบครัว ทักษิณ ชินวัตร

 

ซึ่งล้วนแล้วแต่ฝักใฝ่นโยบายประชานิยม และอาจกล่าวอย่างรวบรัดได้ว่าแกนนำและมวลชนของกลุ่มการเมืองกลุ่มนี้ คือ กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลและพรรคของ นายทักษิณ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนายจตุพร ที่ในทุกความเคลื่อนไหวนับแต่หนหลังเกิดเป็นประเด็นชวนให้ตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วความภักดิ์ดีของเขาที่มีต่อนายทักษิณ ยังมีอยู่เต็มเปี่ยมอย่างแต่เดิมหรือไม่

 

 

เพราะท่าทีทางการเมืองของเขานั้นเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน หลังศาลตัดสินจำคุกไปใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำมาพักหนึ่ง และพ้นโทษออกมาแล้วในบางคดี จากท่าทีที่ดุดันแข็งกร้าวไม่ต่างอะไรจากคู่ประสานอย่างนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กลับสัมผัสได้ถึงความประนีประนอมในการเจรจาพาทีทางการเมืองที่มากขึ้น ในทำนองที่ว่าพร้อมที่จะร่วมกับทุกฝ่ายด้วยการใช้คำว่า "เพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า"

 

เหนืออื่นใดกับครั้งหนึ่งที่เคยออกมาเปิดใจว่า ตนนั้นเคยได้สนทนากับ อดีตพระพุทธะอิสระ ที่ใครต่างก็รู้ถึงความเห็นทางการเมืองของทั้งสองที่ไม่น่าจะลงรอยหรือจับมือร่วมกันได้ แต่กลับมาคำพูดระบุว่า "เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีฝ่ายใดถูกหรือผิดทั้งหมด ทุกคนมีส่วนทำให้เกิดขึ้น แต่หนทางข้างหน้า เราต้องเอาเรื่องของชาติบ้านเมืองเป็นหลักมากกว่าเรื่องของตัวเอง" หลุดออกมาจากปากของนายจตุพรเสียเอง

 

 



กรณีดังกล่าวมีการแสดงความเห็นที่ต่างกันออกไป แต่ที่ถูกนำมากล่าวถึงและมีความเป็นไปได้มากที่สุดเห็นจะไม่พ้นว่าเกิดจากการที่นายจตุพร ใช้เวลาทบทวนถึงความผิดพลาดของตน จนพบกับคำตอบบางอย่าง หากทั้งนี้ต้องย้อนกลับครั้งเมื่อจตุพร เริ่มเคลื่อนไหวการเมืองระดับชาติมาตั้งแต่ยุคเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เคยร่วมต่อสู้กับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ในครั้งนั้นเขาเริ่มฉายแววนักปราศรัยให้โดดเด่นมาแล้ว ขณะที่นายณัฐวุฒิ นั้นไม่ต่างอะไรกับนักแสดงจำอวด

 

เหตุที่นำมาซึ่งความน้อยเนื้อต่ำใจอาจเป็นเพราะนายณัฐวุฒิ ได้รับการสัมนาคุณเป็นถึงรัฐมนตรีในกระทรวงเกรดเอ เริ่มจาก รมช.เกษตรฯ จนมาถึง รมช.พาณิชย์ และไม่เคยติดคุก ไม่เคยถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ขณะที่นายจตุพร ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดถึงแม้จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี

 

แต่กลับปีกกล้าขาแข็งแยกตัวออกมาจากพรรคเพื่อไทย มาร่วมก่อตั้งพรรคเพื่อชาติ ร่วมกับ ยงยุทธ ติยะไพรัช ที่ถูกตัดสิทธิ์การเมืองเช่นเดียวกัน โดยมีสถานะคล้ายเป็นพรรคสนับสนุนหาเป็นหัวหอกแบบ พรรคไทยรักษาชาติ ที่เต็มไปด้วยลูกท่านหลานเธอและวงศาคณาญาติเครือชินวัตรไม่ สถานะของพรรคเพื่อชาติเป็นได้เพียงพรรคแนวร่วม ไม่ได้เป็นพรรคเครือข่ายแต่อย่างใด

 

เรื่องนี้ชัดเจนมากขึ้น เพราะเมื่อเดือน ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา ปรากฏว่า นายทักษิณ ส่งสัญญาณตรงมาถึงนายอานนท์ แสนน่านผู้ก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงอุดรธานี โดยระบุชัดว่าให้คนเสื้อแดงปีกของนายอานนท์สนับสนุนพรรคเพื่อไทย และพรรคไทยรักษาชาติเรื่องนี้น่าสนใจตรงที่ทั้ง 2 พรรคที่ทักษิณทักษิณกำชับผ่านมาทางนายอานนท์นั้น กลับไม่มี "พรรคเพื่อชาติ" ซึ่งเป็นพรรคที่บรรดาแกนนำเสื้อแดงร่วมกันจัดตั้ง ที่สำคัญคือมีแกนนำเสื้อแดงตัวใหญ่อย่างนายจตุพร เป็นตัวตั้งตัวตีสนับสนุนอย่างเต็มที่

 

จึงไม่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจนักที่หลายคนจะมองว่าสายใยระหว่าง ทักษิณ-จตุพร จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หรือยิ่งไปกว่านั้นในสายตาของนายทักษิณ อาจมองว่านายจตุพร ได้แปรสภาพกลายเป็นแดงเทียมและสมควรถูกลอยแพในที่สุด มีการตั้งข้อสังเกตว่ารอยร้าวของทั้งคู่เริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้นหลังจากนายจตุพรกลับมารับอิสระภาพ

 

เมื่อเขาให้สัมภาษณ์พิเศษแทบลอยด์หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ฉบับวันที่ 19 ส.ค.  ถึงกรณีที่ "นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ"  แกนนำแดงอีกคนหนึ่ง ให้สัมภาษณ์สื่อสำนักหนึ่งในทำนองว่า พรรคเพื่อไทยขาด”ทักษิณ ชินวัตร”ไม่ได้  โดยนายณัฐวุฒิอ้างว่า ต้องยอมรับคุณูปการของการเป็น ทักษิณ ที่ทำให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง

 โดยเฉพาะแค่เรื่องนี้ จตุพร ก็มีความเห็นที่สวนทางกับนายณัฐวุฒิอย่างมาก และนับเป็นครั้งแรก ๆ ที่ทั้ง 2 คนเห็นแย้งในเชิงหลักการเช่นนี้ โดยนายจตุพร ยืนยันว่า "พรรคการเมืองจะยึดติดกับตัวบุคคลไม่ได้ ควรจะเอาอุดมการปราธิปไตยเป็นตัวตั้ง ..โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว"

 

 

“คนบางทีไปคิดแค่การเลือกตั้ง การหาตัวบุคคล การจัดการเรื่องเกมแห่งการเลือกตั้ง ซึ่งควรที่จะคิดให้มากกว่านั้นเพราะมันอาจทำให้เดินอย่างยั่งยืนได้ เพียงแต่ว่าพร้อมจะเปลี่ยนจะปฏิรูปหรือไม่  เพราะว่าหลายเรื่องหากมีการปฏิรูปก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและสร้างให้ฝ่ายการเมือง

ซึ่งผมก็เห็นว่าทุกพรรคการเมือง ไม่เว้นแม้กระทั่งฝ่าย นปช. กลุ่มการเมืองก็ต้องมีการปฏิรูปตัวเองที่ต้องมีการหารือกัน ยุค 4.0 มันไปไกลมากแล้ว หากเราไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงก็ไม่มีทางเดินได้ทันกับโลกปัจจุบัน” นายจตุพร ระบุเอาไว้ในคราวนั้น

 

ต่อท่วงทำนองดังกล่าวผู้สันทัดกรณีทางการเมืองหลายต่อหลายคนยืนยันตรงกันว่า...นายจตุพร เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ แม้จะยังไม่ถึงกับเปลี่ยนขั้วทางการเมือง เพราะเขายังเกาะเกี่ยวกับคนเสื้อแดง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นองคาพยพหนึ่งของระบอบทักษิณ แต่เขาก็ตกผลึกทางความคิดหลายอย่าง และมองการเมืองด้วยมิติที่ต่างไปจากเดิม

 

 

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่า ณ วันนี้กับความเคลื่อนไหวล่าสุดของ 'นายจตุพร' ยิ่งทำให้เห็นความกะปลกกะเปลี้ยเพลียแรงของนายจตุพร จะด้วยเหตุที่อุทิศตนเพื่อนายทักษิณ และมวลชนเสื้อแดงแต่ค่าตอบแทนมีเพียงเศษกระพี้ หรือหวนกลับคืนสติหลังตรากระกำลำบากในคุกตารางจนตาสว่างย่อมไม่มีใครรู้มากไปกว่าเจ้าตัว แต่อย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือร่องรอยบาดแผลในจิตใจของเขาที่ดูเหมือนจะยากเกินเยียวยาเสียแล้ว เพราะหากจะถามว่าใครเป็นผู้เจ็บปวดที่สุดจากการรับใช้ระบอบทักษิณ คงจะหนีไม่พ้นชายที่ชื่อจตุพรเป็นแน่

 

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

-เปิดคำให้การสุดท้ายก่อการร้าย! จตุพรอ้างไม่ได้สั่งเผา ณัฐวุฒิบอกเคยอยู่สภาโจ๊ก
-14 สิงหาฯ ชี้ชะตา!! คดีนปช.ก่อการร้าย"ปี53" "จตุพร- ณัฐวุฒิ" พยานปากสุดท้าย ลั่นทำใจไว้แล้วอาจต้องขึ้นศาลไปจนวันตาย!
-ยุติ9ปีคดีก่อการร้าย จตุพรเชื่อความยุติธรรมจะเกิดในแผ่นดินรัชกาลที่10
-3เกลอวันนั้น…ความจริงวันนี้!!! ในวันจตุพรไร้พี่-ขาดน้อง?!? แตกนี้ยับเยิบๆ???

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ธัญญา พัชรวงศ์ศักดา
ข่าวด่วน โดยสำนักข่าวทีนิวส์