โต้ทุกกระแสกดดัน! 4 รมต.พลังประชารัฐแจงยิบมีภารกิจพัฒนาปท.ค้างต้องสานต่อ สมคิดพูดชัดถึงเวลาเขาจะลาออก

โต้ทุกกระแสกดดัน! 4 รมต."พลังประชารัฐ"แจงยิบมีภารกิจพัฒนาปท.ค้างต้องสานต่อ "สมคิด"พูดชัดถึงเวลาเขาจะลาออก

Publish 2018-10-01 21:10:20


ตามความคาดหมายต้้งแต่ต้น  เมื่อการเปิดตัวคณะผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐ  จะสร้างแรงกระเพื่อมในทางหนึ่งทางใดไม่น้อย  แต่ผู้สัดทันกรณีไม่คาดว่าจะถึงขั้นทำให้ทุกกระแสทางการเมืองฉกฉวยมาวิพากษ์วิจารณ์ขนาดนี้  และเป็นประเด็นคล้าย ๆ กันว่าด้วยการโจมตีเรื่องข้อได้เปรียบทางการเมือง  ทั้ง ๆ ที่ก็รู้ว่าการนำเสนอตัวต่อสาธารณชนเมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา ยังไม่มีผลใดๆทางการเมือง  

 

ในทางตรงข้ามบุคลากรที่แสดงตัวร่วมงานพรรคพลังประชารัฐ   ถือเป็นนักการเมืองเลือดใหม่ที่ไม่เคยผ่านเวทีการเมือง  ในระดับจะทำให้เกิดฐานเสียงเป็นแต้มต่อ เช่นพรรคการเมืองที่ประสบการณ์โชกโชนในสนามเลือกตั้งแต่อย่างใด   และอีกประการสำคัญการคัดเลือกคณะกรรการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ก็เป็นเพียงขั้นตอนแรกของกระบวนการเลือกตั้งตามกฎหมายเท่านั้น

 

(คลิกอ่านข่าวประกอบ :  แค่เปิดตัวทำ"เสือ สิงห์"หวั่นไหวหนัก! ฟังชัดๆ ทำไมแกนนำ"พลังประชารัฐ" ถึงตัดสินใจเป็นการเมืองทางเลือกใหม่)    

 

 

สิ่งที่ต้องพิจารณาประกอบว่าสมควรแก่เหตุหรือไม่  อย่างไร  ในการที่บุคคลหรือคณะบุคคลในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ประกาศตัวเดินงานการเมืองในนามพรรคพลังประชารัฐ  ต้องพิจารณาเว้นวรรคหรือลาอกจากตำแหน่งทางบริหาร    ต้องเริ่มจากสถานะของการทำหน้าที่ของแกนนำพรรคพลังประชารัฐในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์   จะเป็นประโยชน์จริงๆแค่ไหนต่อภาคการเมืองไทย   ในทางตรงข้ามจะส่งผลกระทบมากน้อยต่อชาติบ้านเมืองแค่ไหน  หรือ จะเกิดอะไรขึ้นกับแผนงานพัฒนาประเทศ  หากต้องทำตามกระแสข้อเรียกร้องที่เกิดขึ้นเป็นปกติอยู่แล้วในช่วงเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง  



 

บุคคลแรกไม่พูดถึงไม่ได้ ก็คือ ดร.อุตตม  สาวนายน  ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ  ซึ่งตอบคำถามชัดเจนจะยังไม่ลาออกตำแหน่งรัฐมนตรีว่าาการกระทรวงอุตสากรรม  ว่า จะอยู่ในตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีในรัฐบาล และรับรองจะไม่มีการใช้เวลาและทรัพยากรของรัฐมาใช้ประโยชน์เอารัดเอาเปรียบคนอื่นอย่างแน่นอน  ซึ่งล่าสุดในการถูกสื่อมวลชนซักถาม ดร.อุตตม ก็ทำตามเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้ โดยชี้แจงสั้นๆ เกี่ยวกับกระแสเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งรมว.อุตสาหกรรม  เพียงว่า  "ผมไม่พูดเรื่องการเมืองในเวลาราชการ"

 

ในทางตรงข้ามโดยบทบาทของ ดร. อุตตม กับหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  ถือว่าเป็นภารกิจให้ต้องสานต่อหลายเรื่องสำคัญ  และถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องดำเนินการให้เป็นผลเพื่ออนาคตของประเทศ   โดยเฉพาะการผลักดันโครงการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งกำลังเดินหน้าเป็นลำดับและจำเป็นยิ่งต้องวางระบบให้เสร็จเรียบร้อย  เพื่อไม่เกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่้นประเทศ 

 

 

ทั้ง 1. โครงการพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา 2. โครงการพัฒนารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน 3. การพัฒนาโครงการท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3  4. การพัฒนาโครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 5. โครงการพัฒนารถไฟฟ้ารางคู่เชื่อม 3 ท่าเรือ 6.  โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง 7. การลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย 8. การพัฒนาการท่องเที่ยว และ  9. การพัฒนาเมืองใหม่

 

โดยประการสำคัญเฉพาะกระทรวงอุตสาหกรรม  ภายใต้ความรับผิดชอบของดร.อุตตม  ก็คือจะต้องเร่งจัดทำข้อมูล 4 โครงการพื้นฐานเพื่อส่งมอบให้พล.อ.ประยุทธ์  ในฐานะนายกรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ  ก่อนออกหนังสือชี้ชวนนักลงทุนต่างประเทศให้แล้วเสร็จภายในเดือน ต.ค.นี้  ประกอบด้วย

 

1.โครงการเมืองการบินภาคตะวันออกสนามบินอู่ตะเภา หน่วยงานเจ้าของโครงการกองทัพเรือ กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง นอกเหนือจากทางวิ่งที่ 2 และทางขับ (Runway 2 & Taxiway) ที่รัฐบาลจะเป็นผู้ลงทุนแล้ว มีกิจกรรมรวม 6 ประเภท คือ อาคารผู้โดยสารหลังใหม่ (หลังที่ 3), ศูนย์ธุรกิจการค้า (Commercial Gateway) และการขนส่งภาคพื้น (GTC), ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (ระยะที่ 2 นอกเหนือจากระยะแรก 500 ไร่), เขตประกอบการค้าเสรี (Cargo Village or Free Trade Zone) และเขตธุรกิจเกี่ยวเนื่อง, ศูนย์ธุรกิจขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ (Cargo Complex), ศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินและอวกาศ

รวมถึงกิจการสาธารณูปโภคที่จำเป็น และการจัดตั้งหอบังคับการบิน ระบบควบคุมการจราจรทางอากาศ

 

 

2.โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานสนามบินอู่ตะเภา เป็นการย้ายศูนย์ซ่อม ของ การบินไทย ออกจากที่เดิม เพื่อก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 และ อาคารผู้โดยสารใหม่ เพื่อให้ศูนย์ซ่อมใหม่มีขนาดใหญ่และทันสมัยมากขึ้น  รวมถึงยังเป็นโครงการที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอากาศยานของประเทศ  ที่มีหน่วยงานเกี่ยวข้องได้เข้าร่วมใช้ประโยชน์  โดยเฉพาะ บริษัทการบินไทย จำกัด มหาชน  ที่จะมีศูนย์การซ่อมใหญ่อากาศยาน (Heavy Maintenance / Base Maintenance), การซ่อมบำรุงอากาศยานระดับลานจอด (Line Maintenance), การพ่นสีอากาศยาน และส่วนประกอบอื่น (Aircraft Painting) ตลอดจนกิจกรรมอื่นๆ ในการซ่อมบำรุง

 

3.โครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3  ด้วยเป้าหมายเพื่อการขยายท่าเรือแหลมฉบังให้เป็นท่าเรือระดับภูมิภาค  ทั้งการรองรับความสามารถรองรับปริมาณตู้สินค้าขาเข้า-ขาออก  เป็น 15 ล้าน TEU จากปัจจุบันสามารถรองรับได้เพียง 8 ล้าน TEU  นอกจากนี้หน่วยงานเจ้าของโครงการการท่าเรือแห่งประเทศไทย  ยังสามารถจะต่อยอดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  อาทิเช่น  ท่าเรือ  E0 E1 E2 F1 และ F2  โดยเริ่มต้นจากที่

 

4.โครงการท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3  ซึ่งเป็นแผนการขยายท่าเรือมาบตาพุด  เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและความจุในการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติ(ประมาณ 10.8 ล้านตัน/ปี) และสินค้าเหลว (ประมาณ 4 ล้านตัน/ปี) ขณะเดียวกันยังเป็นการเสริมสร้างศักยภาพท่าเรือมาบตาพุดเป็นท่าเรือระดับภูมิภาค  โดยมีหน่วยงานเจ้าของโครงการ  อาทิเช่น  การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าร่วมใช้กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง  ทั้งการเป็นท่าเรือก๊าซ  , ท่าเรือของเหลว  , คลังสินค้าและธุรกิจต่อเนื่อง

 

 

และถ้าถามว่า โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีความสำคัญมากน้อยขนาดไหน  ก็ต้องเน้นย้ำว่าสำคัญมาก เพราะเป็นการพลิกโฉมประเทศอีกครั้ง  หลังจากประเทศไทยเคยมีโครงการพัฒนา "อีสเทิร์นซีบอร์ด"  เมื่อกว่า 30  ปีที่ผ่านมา   ด้วยแผนงานว่าด้วยกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต (New Engine of Growth) ประกอบด้วย 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ (First S-curve) และการเติม 5 อุตสาหกรรมในอนาคต (New-S-curve)

 

จุดหลักใหญ่คือตัวโครงการมีการออกแบบการขนส่งและการคมนาคมซึ่งจะมีความครอบคลุมทั้งทางถนน ทางราง ทางอากาศ และทางน้ำ  รวมถึงเป็นการเปิดประตูการพัฒนาประเทศครั้งใหญ่  เนื่องจากจะมีการออกแนวนโยบายให้สิทธิประโยชน์ เพื่อดึงดูดให้บรรษัทข้ามชาติจากทั่วทุกมุมโลกสนใจมาลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย  ซึ่งแผนการลงทุนตามกรอบการลงทุนรวมของภาครัฐและเอกชน ระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2560-2564) มีมูลค่าเม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 1.5-1.7 ล้านล้านบาท

 



ขณะเดียวกันเมื่อกลับมาพิจารณาคำพูดของนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  ก็ควรจะได้พิจารณาประกอบกันด้วยว่าทั้ง 4 รัฐมนตรีในคณะรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ควรจะต้องทำตามกระแสเรียกร้องทางการเมืองแบบทันทีทันใดหรือไม่   การที่ฝ่ายต่างๆออกมาเรียกร้องให้รัฐมนตรีภายในพรรคลาออก  ไม่ใช่เรื่องที่พวกเราจะไม่รับฟัง 

 

แต่โดยองค์ประกอบภารกิจที่มีหลายสิ่งต้องทำให้สำเร็จลุล่วงก่อน ถือเป็นปัจจัยที่ทุกฝ่ายต้องพร้อมเปิดใจรับฟังเช่นเดียวกัน และขอยืนยันว่าในการทำหน้าที่ของทุกคนที่ตัดสินใจร่วมงานการเมืองกับพรรคพลังประชารัฐ พวกเราจะดำเนินการให้มาตรฐานสูงกว่าในอดีตของนักการเมืองที่เคยปฏิบัติมา  เพราะรู้ดีว่าการอยู่ในตำแหน่งฝ่ายบริหารราชการแผ่นดินต้องทุ่มเทการทำงานเพื่อบ้านเมืองขนาดไหน  จึงอยากให้ดูการทำงานของเรา  โดยเฉพาะตนในฐานะรมว.พาณิชย์ว่า  จะเป็นไปตามที่พูดไว้หรือไม่และทุกคนสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา

 

“การลาออกเป็นเรื่องง่าย แต่ประโยชน์ของการลาออกในช่วงนี้คืออะไร หากว่าประโยชน์ไม่มากในฐานะผู้บริหารก็ต้องคิด อย่าเล่นแต่การเมือง แน่นอนว่าการเมืองก็ต้องกดดันให้ออก ซึ่งก็พูดกันทุกครั้ง ก็ขอให้ไปดูในอดีต กลุ่มการเมืองต่างๆในอดีตดำเนินการอย่างไร ยืนยันว่า จะทำดีกว่าในอดีต อย่าคาดคั้นผมมาก เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เราจะทำดีกว่าความคาดหวังของหลายคน ผมตอบได้แค่นี้ ขอให้สบายใจ ไม่ได้ดื้อ หรือดึงดัน ส่วนสิ่งที่กังวลว่า ผมจะได้ตำแหน่งเพื่อประโยชน์ต่อการหาเสียงก็ขอให้ตามไปดูการทำงานของผม”

 

 

ขณะเดียวกันเมื่อย้อนกลับไปดูเนื้องานที่นายสนธิรัตน์  เช่นเดียวกันว่ามีภารกิจต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนพิจารณาการทำหน้าที่ฝ่ายบริหารตามกรอบกฎหมายกำหนด  ทั้งการสานงานเดิมที่มีความคืบหน้าแล้วให้บรรลุผลมากยิ่งขึ้น อาทิ การทำโครงการลดภาระค่าครองชีพประชาชน  และการขยายความสะดวกให้กับผู้ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐของผู้มีรายได้น้อย  ซึ่งก็จะเชื่อมโยงไปถึงการยกระดับความเข้มแข็งให้กับภาคธุรกิจท้องถิ่น   รวมถึงร้านค้าธงฟ้าประชารัฐซึ่งมีแผนจะพัฒนาให้เป็นร้านค้าสวัสดิการที่มีการให้บริการด้วยเทคโนโลยี-อีคอมเมิร์สเข้าไปเสริมให้เกิดความสะดวกมากยิ่งขึ้น 

 

ไม่เท่านั้นล่าสุด นายสนธิรัตน์  ยังระบุด้วยว่าในระยะต่อจากนี้ที่ยังไม่เข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง ถึงขั้นต้องลาออกจากตำแหน่งจากฝ่ายบริหารตามข้อบังคับกฎหมาย  สำหรับในฐานะรมว.พาณิชย์  ยังต้องเร่งแผนการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร และประชาชนในระดับภูมิภาค  ตามนโยบายที่ร่วมกับดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์  รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ วางแนวปฏิบัติไว้ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวกับพื้นที่เกษตรกรรม  ซึ่งจะทำให้แหล่งเพาะปลูกพืชผัก ผลไม้  ทั่วประเทศกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ เป็นจุดผลิตสินค้าชุมชน เพื่อนำจำหน่ายผ่านโรงแรม โฮมเสตย์  ร้านอาหาร  ตลอดจนร้านขายของที่ระลึก  ในลักษณะสอดประสานเชื่อมโยงกัน  เพราะท้ายสุดผลประโยชน์หลักจะไหลกลับไปที่เศรษฐกิจชุมชนซึ่งจะมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

 

ส่วนภาคการส่งออกที่อยู่ในความรับผิดชอบ ก็มีแผนงานที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จอีกหลายชิ้นงาน   โดยเฉพาะการขยายตลาดให้สินค้าไทย  ซึ่งในช่วงกลางเดือนต.ค.นี้ก็จะมีการประชุมร่วมกับภาคเอกชนและทูตพาณิชย์ทั่วโลก  ในการวางแผนร่วมกันเพื่อผลักดันสินค้าไทยไปสู่ตลาดโลกปี 2562  

 

จากเนื้อหาภารกิจกับสิ่งที่นำเสนอต่อสาธารณชน ถือเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาร่วมกันว่า จำเป็นมากน้อยแค่ไหนต่อการกดดันเรียกร้อง ให้ลาออกจากตำแหน่งฝ่ายบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อไปทำงานการเมืองเพียงอย่างเดียวแล้วทิ้งงานพัฒนาประเทศที่เริ่มต้นไว้แล้วและกำลังมีความคืบหน้าเป็นลำดับ ซึ่งที่ผ่านมาแทบทุกยุคสมัยทางการเมืองก็ไม่เคยเห็นนักการเมืองรายใดทำในสิ่งออกมาเรียกร้องต่อ 4 รัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ 

 

 

โดยโจทย์ข้อนี้ก็มีการนำไปซักถามกับ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ในฐานะว่าที่นักการเมืองหน้าใหม่  ให้คำตอบในประเด็นนี้ว่า  สำหรับการทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรี  ยืนยันจะทำไปจนกว่าภารกิจที่วางเป็นนโยบายไว้จะสำเร็จลุล่วง ซึ่งก็จะใช้เวลาอีกไม่นาน แต่ถ้าทิ้งไปตอนนี้ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายมาก  และส่วนตัวยืนยันได้เลยว่าจะไม่มีการใช้เวลาราชการไปลงพื้นที่หาเสียงเพื่อผลประโยชน์ของพรรคอย่างแน่นอน  ส่วนเรื่องการโยกย้ายก็ผ่านขั้่นตอนมาแล้ว รวมถึงเรื่องการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2562  ซึ่งต้องหน้าที่ของรัฐบาลชุดต่อไปดำเนินการ 

 

 

ส่วนเนื้องานที่ตั้งใจจะทำให้สำเร็จก่อนจะหันไปมุ่งงานการเมืองเต็มตัวในช่วงการเลือกตั้ง  ดร.สุวิทย์   ระบุว่าจะประกอบไปด้วยแผนงานสำคัญ ๆ  อาทิ   การออกกฎหมายเกี่ยวกับการเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนานวัตกรรม  ทั้ง พ.ร.บ.นวัตกรรมเอสเอ็มอี   , พ.ร.บ.วิสาหกิจเริ่มต้น (สตาร์ทอัพ)   , พ.ร.บ.ส่งเสริมนวัตกรรม   ซึ่งล้วนแต่เป็นการต่อยอดการพัฒนานวัตกรรมของคนไทยทั้งสิ้น  นอกจากนี้ยังต้องดำเนินการจัดรวมหน่วยงานวิจัย  สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา  ฯลฯ มาอยู่ภายใต้การบริหารโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์  เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ซึ่งนี่เป็นเพียงบางส่วนของแนวการทำงานต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จตามนโยบายพัฒนาไทยแลนด์ 4.0

 

แน่นอนว่าถึงแม้จะอธิบายด้วยเหตุผลหรือตรรกะทางการเมืองใด ๆ  ก็ยังเชื่อว่าในแง่ของผู้คร่ำหวอดทางการเมืองในอดีต คงไม่ลดราวาศอกหยิบมาโจมตีทางการเมืองอย่างแน่นอน  ทางด้าน ดร.กอบศักดิ์  ภูตระกูล  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และมีอีกหนึ่งสถานะในตำแหน่งโฆษกพรรคพลังประชารัฐ   ระบุว่า ต้องเน้นย้ำเพื่อความเข้าใจกับประชาชนหรือสาธารณชนทั่วไป  ตามที่ดร.อุตตมกล่าวไว้ก่อนหน้าว่าในชั้่นนี้จะยังไม่มีการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างแน่นอน  เนื่องจากทุกคนมีภารกิจที่้ต้องรับผิดชอบให้แล้วเสร็จ และเมื่อถึงเวลาทุกคนจะเหลือหมวกสวมเพียงใบเดียวอย่างแน่นอน 

 

 

ขณะเดียวในช่วงดำรงตำแหน่งก็จะไม่มีการเอาเปรียบกับคู่แข่งพรรคการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น  ทั้งเรื่องของการใช้เวลาราชการและทรัพยากรของรัฐไปเพื่อการสร้างประโยชน์ให้กับพรรคพลังประชารัฐ  ประเด็นสำคัญถึงตอนนี้พรรคพลังประชารัฐ ยังไม่ได้ถึงขนาดจะมีความชัดเจนเรื่องเลือกตั้งเลย  เนื่องจากเป็นพรรคการเมืองใหม่จริง ๆ ที่มีการจัดตั้งคณะผู้บริหารได้แค่ 1-2 วัน เท่านั้น  ซึ่งเมีอเทียบกับงานภารกิจให้ต้องสานต่อ ถือว่ามีความจำเป็นที่ทั้ง 4 รัฐมนตรีต้องทำหน้าที่ตรงนี้จนแล้วเสร็จก่อน

 

 

ประเด็นนี้สำคัญเพราะสอดคล้องกับมุมมองของ ดร.สมคิด   ที่ถูกมองว่าเป็นจิ๊กซอร์หลักทำให้เกิดพรรคพลังประชารัฐ    ส่วนตัวมองตรงข้ามกับนักการเมืองที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์  เพราะเมื่อรัฐมนตรีทั้ง 4 คนอาสาตัวมาทำงานเพื่อบ้านเมืองมาอยู่เบื้องหน้าการเมือง ในฐานะผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐ ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนน่าจะให้การต้อนรับเพื่อเป็นตัวอย่างแก่คนรุ่นหลังให้เสียสละเข้ามาร่วมงานการเมืองเพื่อพัฒนาประเทศมากขึ้น  เพราะยิ่งมีคนหน้าใหม่จากหลายอาชีพเข้ามาก็จะเป็นเรื่องดีต่อทุกพรรค

 

ส่วนที่มีเสียงวิจารณ์ว่าทั้ง 4 คนจะใช้ตำแหน่งหน้าที่หาประโยชน์ หรือเอาเปรียบพรรคอื่นๆนั้น ทั้ง 4 คนยืนยันชัดเจนว่า เป็นเรื่องที่ตรวจสอบได้ มีกฎหมายรองรับ หากทำอะไรไม่ถูกต้อง ก็เป็นความเสี่ยง แต่ถ้ากฎหมายไม่ห้าม แสดงว่าไม่ผิด ขอให้ติดตามดูแล การที่ต้องเปิดตัว เพราะมีเงื่อนไขเวลา แต่เมื่อการเลือกตั้งยังไม่เกิด ก็ขอให้รอเวลาที่เหมาะสม แล้วทั้ง 4 คนจะลาออก

 

"ช่วงนี้เขาต้องทำงานเต็มที่ จะให้ลาออกตอนนี้ ผมคิดว่าหลายโครงการที่เราวางไว้ก่อนหน้านี้  มีความสำคัญมากต่อประเทศในอนาคต เช่น อีอีซี ที่นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ดูแลมาตั้งแต่ต้น และอีกไม่นานก็จะสามารถปักหลักได้ จะละทิ้งได้ยังไง ส่วนนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ซึ่งเข้ามาทำงานแล้วก่อให้เกิดความตื่นตัวอย่างมาก เรื่องของพรรคพลังประชารัฐก็กำลังไปได้ด้วยดี  ผมว่าเวลานี้ ให้เขาทำงานอย่างเต็มที่ เขาแยกออกอยู่แล้ว ส่วนนอกเวลาราชการ ก็แล้วแต่เขา   หรืออย่างนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ คุณจะไปหาจากไหน จบปริญญาเอกMIT แต่โดดมาการเมือง ผมถือว่านี่เป็นมิติใหม่ของการเมืองไทย ที่มีคนคุณภาพอย่างนี้เข้ามา ไม่ใช่แค่อายุน้อยๆเข้ามา แล้วเฮฮากัน มันไม่ใช่ เขาเข้ามาทำงานจริงจัง เมื่อเขาไม่ได้ทำอะไรผิด กฎหมายไม่ได้ห้าม ก็น่าจะต้องติดตามตรวจสอบเขาดู"

 

ดร.สมคิด  ให้ความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า  ในช่วงที่ตนเคยร่วมรัฐบาลที่อยู่จนครบเทอม  ก็ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการลงเลือกตั้ง เมื่อพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งออกมา ก็ไปเลือกตั้ง ดังนั้นจึงอยู่ที่การประพฤติกรรมของแต่ละคน เสียงวิจารณ์เป็นเรื่องธรรมดา แต่เราควรดูแลคนรุ่นใหม่ ที่เข้ามาทำงานการเมือง

 

ส่วนประเด็นข้อสงสัยในบทบาทการอยู่เบื้องหลังพรรคพลังประชารัฐ  ดร.สมคิด  ระบุว่า    สำหรับตนเองไม่ได้วางตัวเองไว้ตรงไหน  เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่เราไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร  4 รัฐมนตรีก็เป็นทั้งรุ่นน้องและลูกศิษย์  เมื่อพวกเขาตัดสินใจทำงานการเมือง  ส่วนตัวอยากสนับสนุนให้คนดีๆ มีคุณภาพ เข้าสู่แวววงการเมือง ไม่ว่าจะไปอยู่พรรคประชาธิปัตย์  พรรคเพื่อไทย  หรือพรรคอื่นๆ เพื่อช่วยกันเปลี่ยนแปลงการการเมืองสู่ทิศทางที่ดี   ไม่เช่นนั้นจะวนเวียนอยู่กับการเมืองเก่าๆ ที่ทะเลาะกัน เราควรก้าวข้ามเรื่องเหล้านี้ไปแล้ว เรามาถึงจุดนี้แล้ว อย่าให้มีความขัดแย้งกันอีก ให้การเลือกตั้งดำเนินไปอย่างราบเรียบ ให้ชาวโลกเห็นว่าประชาธิปไตยของประเทศไทยยังไปได้  ไม่มีปัญหาอุปสรรคใด ๆ หลังจากที่รัฐบาลคสช.เข้ามาแก้ไขปัญหา และเริ่มต้นเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2562



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม