ไพร่หมื่นล้านเจอชาวเน็ตสอนมวย เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่วาทกรรมแต่เป็นศาสตร์ที่ทั้งโลกให้เคารพและเชื่อถือ

"ไพร่หมื่นล้าน"เจอชาวเน็ตสอนมวย "เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่วาทกรรมแต่เป็นศาสตร์ที่ทั้งโลกให้เคารพและเชื่อถือ"

Publish 2018-03-19 09:44:54

19 มี.ค.61 กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันในโลกโซเซียล ถึงกรณีที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  รองประธานบริหารกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ประกาศตัวนำการก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ พร้อมกลุ่มเพื่อนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ล่าสุด ผู้ที่ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า "Sakda Chaiviwat" แสดงความคิดเห็นหลังนายธนาธร เสนอตนเองเป็น "ตัวแทนคนรุ่นใหม่" ที่มีแนวคิดไม่ยอมรับปรัชญา "เศรษฐกิจ พอเพียง"  โดยระบุว่า ...
 




..ที่ผ่านมาเมื่อครั้งที่เห็นโฆษณาของรัฐบาลในยุคเมื่อสักสิบปีก่อน เป็นผลงานพีอาร์ ที่เรียกได้ว่า เป็นความเสร่อแบบสุดๆ ของหน่วยงานราชการในยุครัฐบาลนั้น ที่ตีความหมายของคำว่า เศรษฐกิจพอเพียง ออกมาเป็นการ์ตูนแบ่งที่นาเป็นสี่ส่วน แล้วทำนาส่วนนึง ปลูกผักส่วนนึง เลี้ยงปลาส่วนนึง เลี้ยงไก่ส่วนนึง ผมก็ตั้งคำถามในใจว่า ในหลวงท่านคิดเพียงแค่นั้นเหรอ ทำไมถึงได้นำเสนอออกมาเพียงแค่ภาคการเกษตรล่ะ 
.....จนกระทั่งวันหนึ่งที่พระองค์ท่าน ได้ทรงตรัสกับคณะรัฐมนตรี และได้อธิบายเพิ่มเติมว่าคำว่า เศรษฐกิจพอเพียง หมายถึงอะไร ก็ทำเอานายกเบือนหน้า และรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ถึงกลับต้องก้มหน้า ยอมรับในความรู้น้อยของตน ที่นำเสนออย่างนั้น
....เราก็อยากรู้ต่อ การที่ผมได้มีโอกาสได้เจอข้าราชการที่เคยตามเสด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งตัวเองยังเข้าร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ก็จะสอบถามเพื่อความกระจ่าง
.....ถือเป็นความโชคดีของผม ที่ได้รับความกระจ่างเกี่ยวกับ "เศรษฐกิจ พอเพียง" ในแง่ที่เรียกว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว จากหลายๆคน ที่ได้ให้ความกรุณาอธิบาย
....ทุกๆ ท่านให้คำตอบที่คล้ายๆ กัน นั่นคือ พระองท่านนิยาม คำว่า เศรษฐกิจพอเพียง ให้เป็นเพียงแนวทาง ให้แก่ทุกอาชีพ ทุกคน ไม่มีรูปแบบที่ตายตัว นั่นคือสามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกคน โดยจุดเริ่มต้นของนิยามนี้ คือพอ นั่นคือ พอประมาณ พอดี ไม่ฟุ้งเฟ้อเกินฐานะ จากสิ่งที่หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง 
....และที่สำคัญ เมื่อผ่าน คำว่าพอแล้ว ก็มาต่อที่การ "ออม"
....ประเด็นนี้ในแง่ เศรษฐกิจ นี่คือสิ่งสำคัญ
.....ถามว่าชีวิตพนักงานประจำ วันนึงอยากจะมีรถสักคัน บ้านสักหลัง แต่ถ้าตั้งแต่ทำงานมาไม่เคยมีเงินเหลือเก็บเลย ถามว่า แบงค์จะอนุมัติไหม 
....อยากเป็นเจ้าของกิจการ ถ้าไม่มีเงินเก็บจะมีทุนตั้งต้นไหม ถ้าไม่ไปขอพ่อขอแม่มา
....ลงทุนทำธุรกิจ ลงหมดเลยไม่เหลือเงินหมุนเวียน โอกาสเสี่ยงมีสูงไหม
....ดังนั้นการออมคือจุดเริ่มต้นของการเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจโดยมวลรวม เพราะเมื่อออมจนพร้อมก็จะลงทุนในสิ่งคิดไว้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนให้กับความมั่นคงในชีวิต หรือลงทุนในธุรกิจ เพื่อต่อยอดในอนาคต 
....ถึงบอกว่า นิยาม คำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" นี่สามารถขับเคลื่อนเศรษกิจ ระดับรากหญ้า และชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นประชากรหมู่มากของประเทศ ได้เป็นอย่างดีึ ไม่ได้เกี่ยวข้อง อะไรกับการเปิดหรือปิดประเทศ หรือทุนนิยม อะไรๆ อย่างที่ ใครบางคนยกตัวอย่างในการให้สัมภาษณ์ กับสื่ออย่างมึนๆ แล้วพูดแบบไม่รู้ว่า เป็นเพียงแค่ วาธะกรรม
....ผมไม่ถือสากับคนที่ไม่เคยแม้จะใส่ใจว่าพระองค์ท่านทรงงาน และดำรัส ดำริสิ่งต่างๆ มาตลอดรัชสมัยนั้น พระองค์ท่านทรงทำเพื่อใคร ดังนั้นเขาจึงพูดออกมาด้วยความไม่รู้ ถึงคุณค่าและความหมายที่แท้จริงของคำว่า เศรษฐกิจพอเพียง
....แต่อดสมเพชไม่ได้ที่ปัจจุบัน เขาอาสามาเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ที่เมื่อจบการศึกษาแล้วก็จะออกมาทำงานสร้างอนาคต แต่หากไม่รู้จักการออม อนาคตคนรุ่นใหม่เหล่านี้เป็นอย่างไร ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ใช้จ่ายเกินตัว ถ้าไม่รู้จักคำว่า"พอ" รวมกันแล้วหนี้ภาคประชาชน ต่อหัว จะเพิ่มอีกเท่าไหร่ เอ็นพีแอล จะเพิ่มอีกเท่าไหร่ เงินเฟ้อจะเป็นอีกเท่าไหร่ กำลังซื้อหายไปจะแก้อย่างไร จะสร้างอนาคต กู้เงินซื้อบ้าน ลงทุนในธุรกิจอย่างไร ในเมื่อเขาไม่ใช่นามสกุล จึงรุ่งเรืองกิจ 
....ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่สนใจ ไม่ว่าอะไร แต่เมื่อไม่เข้าใจแม้เพียงกระพี้ อย่าอวดรู้และวิจารณ์ในสิ่งที่ตนไม่เคยแม้แต่จะสนใจ แล้วยิ่งอาสาเป็นตัวแทนประชาชนในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ด้วยแล้ว ยิ่งควรแสดงวิสัยทัศน์มากกว่า เที่ยวโชว์ว่าตัวเองไม่รู้อะไรต่อสาธารณะ ถ้าตัวแทนประชาชนคนรุ่นใหม่กลายเป็นคนที่ไม่รู้ อะไรจริงๆ ในสิ่งที่ตัวเองพูดต่อสาธารณะ ไอ้คนที่คิดจะเลือกนี่ถามจริงๆ เชียร์เพราะตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันใช่ไหม ว่าสิ่งที่เขาพูดนี่เอ็งก็ไม่รู้
....จึงขอถือโอกาสนี้สอนเด็กรุ่นใหม่ให้เข้าใจเสียใหม่นะว่า เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เป็นเพียงวาทะกรรม แต่เป็นศาสตร์ ที่เกิดจากความคิดของ ปราชญ์ ที่ทั้งโลกให้ความเคารพและเชื่อถือในแนวคิดนี้
 


 

 

 

อย่างไรก็ตาม  มีผู้เข้ามาแสดงความเห็นถึงกรณีดังกล่าวเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยตำหนิแนวคิดของนายธนาธร

 

 

 

 

นอกจากนี้ ยังมีผู้เข้ามาแสดงความเห็น โดยระบุว่า "มองในแง่บวกนะพี่ ถ้าจะลดความโกรธ ก็คิดซะว่า ตอนนั้นธนาธรยัง young อาจยังรู้ไม่ลึกซึ้งพอ เพราะนั่นเมื่อปี 2550 ผ่านมา 11 ปี (2561) เขาอาจจะรู้ได้ลึกซึ้งขึ้นก็ได้ เพราะปรัชญานี้มันแทบจะเป็นปรัชญาเดียวกับ 'การพัฒนาที่สมดุลของสหประชาชาติ' ซึ่งเป็นแนวทางที่ทั่วโลกยอมรับตอนนี้"

 

ต่อมา เจ้าของเฟซบุ๊ก  "Sakda Chaiviwat" ได้ตอบกลับไปว่า "โกรธที่ไหน ไม่ได้โกรธเลย แต่ขำมากกว่า ขำตรงที่ ระยะเวลาที่ผ่านมาเขาไม่ได้เปลี่ยนเลย เพราะยังเป็นผู้สนับสนุนสื่ออย่างประชาไทย ฟ้าเดียวกัน และกลุ่มที่มีความคิดอคติต่อสถาบันมาตลอด กี่ปีเขาก็ไม่เปลี่ยน คนเราดูที่การกระทำก็ชัดเจนแล้วนี่ครับ"

"2 การจัดตั้งพรรคร่วมกับ ปิยะบุตรที่มีความคิด เสนอให้ ห้ามพระมหากษัตริย์ มีปฏิสันถารกับประชาชน และต้องสาบานตนต่อรัฐสภา บราๆ ....มันก็ชัดเจน แสดงว่าเขาไม่ได้เปลี่ยนอะไร ทุกอย่างเหมือนเดิม" 
 

 

 

 

 

ขอบคุณเฟซบุ๊ก "Sakda Chaiviwat"



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นาตยา เอนกธนะเศรษฐ์