องอาจ ชี้เป้า 4 ปม ฉุดบิ๊กตู่-รัฐบาล ตกที่นั่งขาลง แนะเร่งแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด อย่าปล่อยปัญหาซ้อนปัญหาจนยากเกินเยียวยา

"องอาจ" ชี้เป้า 4 ปม ฉุด"บิ๊กตู่-รัฐบาล" ตกที่นั่งขาลง แนะเร่งแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด อย่าปล่อยปัญหาซ้อนปัญหาจนยากเกินเยียวยา

Publish 2018-02-04 12:49:41

4 ก.พ.61 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรียอมรับว่าเป็นเรื่องปกติที่การทำงานในปีท้ายๆของรัฐบาลจะอยู่ในช่วงขาลง ว่า รัฐบาลอาจจะอยู่ในช่วงขาลงหรือขาขึ้นได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับการทำงานของรัฐบาลเอง ถ้ารัฐบาลทำงานดีมีผลงาน ประชาชนก็จะให้การสนับสนุน ทำให้รัฐบาลอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ถ้ารัฐบาลทำไม่ดี ไม่มีผลงานเข้าตา ประชาชนก็จะทำให้รัฐบาลอยู่ในช่วงขาลงได้




นายองอาจ กล่าวอีกว่า เมื่อพิจารณาปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลอยู่ในช่วงขาลงน่าจะมาจากสาเหตุสำคัญ 4ประการ คือ 

1.ปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใส ซึ่งรัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความไม่โปร่งใสมาเป็นระยะจากความพยายามหาประโยชน์จากโครงการต่างๆ จนมาประทุเป็นเชื้อไฟลามทุ่งเมื่อผู้คนมุ่งจับจ้องมาที่เรื่องนาฬิกา

2.ปัญหาเรื่องการสืบทอดอำนาจแต่เดิม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แสดงตนอยู่ในสถานะกรรมการใช้ระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน ปรับเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้น แต่เมื่อประกาศตัวเป็นนักการเมือง มีความพยายามใช้กลไกต่างๆ ที่ตนเองสร้างขึ้นมาผ่านแม่น้ำ 5สาย ประกอบกับการเคลื่อนไหวของ พลเอกประยุทธ์ ที่รุกหนักในทางการเมืองมากขึ้น ทำให้สถานะของพลเอกประยุทธ์ เป็นทั้งกรรมการ และผู้เล่นในสนามการเมืองไปพร้อมกัน อันส่งผลให้ถูกมองถึงการสืบทอดอำนาจชัดเจนขึ้น ซึ่งส่งผลถึงความไม่ชอบธรรมในการครองอำนาจ

3.ปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี เข้ามามีอำนาจใหม่ๆ ได้ประกาศเรื่องการปฏิรูปประเทศ  เรื่องการปรองดองของคนในชาติ แต่เวลาผ่านมาเกือบ 4 ปี การปฏิรูปไม่สามารถสัมผัสได้  โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจ  การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปสังคมลดความเหลื่อมล้ำ ในขณะที่การปฏิรูปการเมืองก็มีการใส่วิธีการใหม่ๆเข้าไปในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะตอบโจทย์เรื่องปฏิรูปการเมืองได้หรือไม่ในขณะที่เรื่องการปรองดอง ก็ยังเป็นเรื่องล่องลอยอยู่ในอากาศ ไม่มีอะไรที่ส่งสัญญาณให้เห็นเป็นรูปธรรม  ทำให้ความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาหลักๆของประเทศลดลง

นายองอาจ กล่าวอีกว่า การเลือกตั้งที่ถูกเลื่อนมาตามลำดับ ก็ทำให้ความน่าเชื่อมั่นในตัว พล.อ.ประยุทธ์ ลดลง หลังจากประกาศครั้งแรก เมื่อ 31 พฤษภาคม 2557  จะใช้เวลาราว 1 ปี จะเริ่มเข้าสู่การเลือกตั้ง จากนั้นเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558  ประกาศที่ประเทศญี่ปุ่นว่าเตรียมแผนคิดเลือกตั้งสิ้นปี 2558 หรือต้นปี 2559 เมื่อ 28 กันยายน 2558 ก็กล่าวระหว่างหารือกับเลขาธิการสหประชาชาติว่าคาดว่าจะประกาศเลือกตั้งกลางปี 2560 เมื่อเดินทางไปพบประธานาธิบดีทรัมป์ก็ประกาศอีกครั้งว่าเลือกตั้งพฤศจิกายน 2561 จนมาถึงการใช้กลไกแม่น้ำ 5 สาย คือ สนช.  ขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ออกไป 90 วันทำให้กำหนดจะอยู่ประมาณกุมภาพันธ์ 2562 การเลื่อนการเลือกตั้งมาตามลำดับทำให้ความเชื่อมั่นลดลงตามสมควร

4.ปัญหาการแก้ไขเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนถึงแม้รัฐบาลจะโฆษณาว่าเศรษฐกิจโดยรวมดีอย่างไรก็ตาม  แต่ความจริงที่ประชาชนสัมผัสได้ ไม่ได้เป็นไปดังคำโฆษณา  ประชาชนระดับฐานรากยังอยู่สภาพชักหน้าไม่ถึงหลัง  เศรษฐกิจฝืดเคือง เสียงบ่นระงมเรื่องเศรษฐกิจไม่ดีมีทุกหย่อมหญ้า  ซึ่งรัฐบาลก็คงทราบดี จึงมีความพยายามที่จะแก้ไขแต่เกือบ 4 ปีก็ยังแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนไม่ได้ ก็ทำให้เป็นอีกเหตุปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลยังอยู่ในช่วงขาลง


นายองอาจ กล่าวอีกว่า "จากสาเหตุปัจจัยทั้ง  4 ประการที่ทำให้เกิดปัญหาส่งผลเป็นเงื่อนไขทำให้รัฐบาลและ คสช. อยู่ในสภาวะขาลงนี้ ถ้านายกฯ ไตร่ตรองทบทวนดูให้ดี และหาวิธีการแก้ไข ก็อาจจะมีส่วนช่วยให้สภาวะขาลงเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ แต่ถ้าปล่อยให้ทุกอย่างเดินไปตามกลไกอำนาจต่างๆ โดยไม่ยอมแก้ไขก็ย่อมทำให้กลายเป็นสภาวะขาลงมากยิ่งขึ้น ปัญหาซ้อนปัญหาจนยากที่จะเยียวยาแก้ไข จะส่งผลกระทบต่อประเทศชาติโดยรวม และไม่เกิดผลดีต่อใครทั้งสิ้น จึงอยากเห็นนายกรัฐมนตรีแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดหยุดสภาวะขาลง เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ด้วยดีเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมต่อไป” 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นาตยา เอนกธนะเศรษฐ์