“ประเทศไทยไม่ใช่ของคสช.-อย่าเสพติดอำนาจ-”…..หมูไม่กลัวน้ำร้อนเพื่อไทยขยับ ออกแถลงการณ์จี้คสช. หยุดใช้ “ม.116 พรบ.คอมฯ –คำสั่งคสช.

“ประเทศไทยไม่ใช่ของคสช.-อย่าเสพติดอำนาจ-”…..หมูไม่กลัวน้ำร้อนเพื่อไทยขยับ ออกแถลงการณ์จี้คสช. หยุดใช้ “ม.116 พรบ.คอมฯ –คำสั่งคสช.

Publish 2017-09-07 09:59:52

“ประเทศไทยไม่ใช่ของคสช.-อย่าเสพติดอำนาจ-”…..หมูไม่กลัวน้ำร้อนเพื่อไทยขยับ ออกแถลงการณ์จี้คสช. หยุดใช้ “ม.116 พรบ.คอมฯ –คำสั่งคสช.ชุมนุมเกิน 5 คน” เลิกรอนสิทธ์นักวิชาการ นักศึกษา ชาวบ้าน  เลิกแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม 

 

หลังเกิดเหตุการณ์น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไม่เดินทางไปฟังคำพิพากษาคดีโครงการรับจำนำข้าวของศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา และการตัดสินลงโทษเอาผิดนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ในโครงการขายข้าวแบบรัฐบาลต่อรัฐบาลด้วยการลงโทษจำคุก 42 ปี และ นายภูมิ สาระผล ลงโทษจำคุก 36 ปี โดยไม่ให้มีการประกันตัว   ล่าสุด วันนี้ 7 กันยายน 2560  พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง “ ขอเรียกร้องให้คสช.และรัฐบาลยุติการคุกคามสิทธิ เสรีภาพ

 

และหยุดแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เพื่อเอาผิดกับฝ่ายที่เห็นต่างจากตน” จำนวน 2 หน้ากระดาษ เอ 4  โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 เป็นต้นมา ได้มีการจับกุมและดำเนินคดีกับบุคคลที่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่างทางการเมือง หรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและ คสช.อย่างต่อเนื่อง

รวมถึงการคุกคามต่อบุคคล นักวิชาการและสถาบันทางวิชาการที่จัดเสวนาทางวิชาการ เพื่อแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ด้วย   โดยอาศัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และกฎหมายอื่นๆ และคำสั่งของหัวหน้า คสช. ที่ 7/2557 ที่ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป เป็นเครื่องมือ โดยล่าสุดมีการจับกุมดำเนินคดีกับอาจารย์และนักศึกษาจำนวน 5 คน เพียงแค่การชูป้ายเวทีวิชาการไม่ใช่ค่ายทหารเท่านั้น จนเป็นเหตุให้มีนักวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศจำนวนกว่าพันคน ลงชื่อคัดค้านการกระทำดังกล่าวของกลุ่มผู้มีอำนาจ

 

 



พรรคเพื่อไทยเห็นว่าแม้ คสช.และรัฐบาลจะมาจากการยึดอำนาจ แต่ก็ไม่ควรจะเสพติดกับการใช้อำนาจจนเกินไป เพราะขณะนี้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 แล้ว ซึ่งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้รับรองและคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและเสรีภาพทางวิชาการไว้ คสช.และรัฐบาลต้องตระหนักให้บุคคลได้ใช้เสรีภาพดังกล่าวได้ ไม่ใช่ใช้มาตรการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือไปปิดกั้นการใช้เสรีภาพของบุคคลดังเช่นที่เป็นอยู่

มิฉะนั้นแล้วการเขียนรับรองเสรีภาพดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญก็จะเป็นเพียงตัวอักษร ไม่ได้เกิดผลในทางปฏิบัติแต่อย่างใด ข้อสำคัญการดำเนินคดีกับบุคคลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 นั้น ต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบของความผิดเป็นสำคัญด้วย โดยเฉพาะเรื่องเจตนาและเจตนาพิเศษ หรือมูลเหตุจูงใจของผู้กระทำ พรรคเห็นว่าการแสดงออกของนักวิชาการ นักศึกษาและประชาชนที่ถูกจับกุมดำเนินคดีนั้น มิได้เข้าองค์ประกอบที่จะเป็นความผิดตามมาตรา 116 รวมถึงกรณีอื่นๆ อีกหลายคดี การใช้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคง หรือความผิดในข้อหาต่างๆ เท่าที่จะกำหนดได้ เข้าดำเนินคดีกับบุคคลและผลักให้เป็นภาระของผู้ถูกกล่าวหาให้พิสูจน์ตนเองนั้น ถือเป็นการบิดเบือนการใช้กฎหมาย เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อปิดปากผู้เห็นต่างโดยแท้

ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อกระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดอง เพราะประเทศไทยไม่ได้เป็นของ คสช. แต่ทุกคนถือเป็นเจ้าของประเทศ   การดำเนินการใดที่จะมีผลกระทบถึงประชาชน ก็ควรต้องรับฟังความคิดเห็นเพื่อให้เกิดความหลากหลาย แม้จะเป็นความเห็นที่แตกต่างหรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและ คสช. ก็ต้องรับฟัง จะฟังเฉพาะพวกที่มีความคิด ประจบสอพลอ หรือที่ได้ตำแหน่งจาก คสช.และรัฐบาลไม่ได้ อย่ามองประชาชน นักวิชาการ หรือบุคคลในฝ่ายการเมืองที่อยู่คนละฝ่ายกับตน เป็นฝ่ายตรงข้ามหรือศัตรูทางการเมืองที่ต้องกำจัด มิฉะนั้นแล้วความสามัคคีปรองดองที่ทุกฝ่ายมุ่งหวัง ไม่มีหนทางที่จะสำเร็จลงได้

นอกจากนั้น คสช.และรัฐบาลต้องไม่เข้าไปแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เช่น ชั้นสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ องค์กรอิสระ รวมถึงองค์กรอัยการ ซึ่งเป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรมก่อนคดีจะไปถึงศาล ควรปล่อยให้เจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนรับผิดชอบ ได้ทำหน้าที่และใช้ดุลยพินิจของตน ไปตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และไม่เลือกปฏิบัติ  
 

 

 


พรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องให้ คสช. และรัฐบาล ยุติการคุกคามสิทธิ เสรีภาพ หยุดแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เพื่อเอาผิดกับฝ่ายที่เห็นต่างจากตน ต้องเปิดใจกว้าง ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคล และเปิดโอกาสให้มีการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในการแสดงความคิดเห็นได้ ตราบใดที่การดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นการละเมิดสิทธิ เสรีภาพของบุคคลอื่นหรือละเมิดกฎหมาย ไม่ใช่แต่จะใช้กฎหมายเพื่อปิดปากบุคคลไว้ก่อนดังเช่นที่เป็นอยู่ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมของประเทศมีประสิทธิภาพ และผู้มีหน้าที่อำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในทุกขั้นตอน ไม่ถูกแทรกแซงจากฝ่ายใด

////////////////////

 

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน