น้องๆเช็คบิลโต๊ะ2-3!!!...หนาวไส้อีกแล้ว “บุญทรง”ทรุดจ่อถูกสั่งเก็บเงินค่าโกงข้าวรอบ2 ขณะ “ยิ่งลักษณ์”รอวันขึ้นเขียง???

Publish 2016-07-19 15:09:26

งวดใกล้เข้ามาทุกขณะกับการชดใช้กรรมของบรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าวในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งต้องแบกรับความรับผิดชอบทางคดีอาญา และการเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง โดยเฉพาะในกรณีหลัง ที่เริ่มมีการส่งสัญญาณออกมาแล้วว่าขั้นตอนการกำหนดค่าความเสียหายกำลังจะถูกส่งไปให้กับผู้ถูกกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นนายบุญทรงพร้อมกับพวก และรวมไปถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างรอหนังสือจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ได้มีหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้พิจารณากรณีเรียกค่าเสียหายการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยเมื่อกระทรวงพาณิชย์ได้รับหนังสือแล้ว ก็จะแจ้งให้นักการเมืองและข้าราชการทั้ง 6 ราย รับทราบตามขั้นตอนทันที เพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายจากกรณีการขายข้าวแบบจีทูจีจำนวน 4 สัญญา ปริมาณรวม 6.2 ล้านตัน ตามที่กระทรวงการคลังได้คำนวณไว้

          

ทั้งนี้ ตามขั้นตอน การส่งหนังสือบังคับทางปกครองจะต้องดำเนินการภายในอายุความ 2 ปี คือ เดือนกุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งจะสามารถดำเนินการได้ทันก่อนกำหนดเวลาอย่างแน่นอน

        

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ชดใช้ค่าเสียหายทั้ง 6 ราย ได้รับหนังสือแจ้งดังกล่าวแล้ว ก็สามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลได้ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

        

นางอภิรดีกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับคดีเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขณะนี้คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางละเมิด กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการ ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ทันก่อนหมดอายุความในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 อย่างแน่นอนเช่นเดียวกัน

ก่อนหน้านี้ หลังจากที่กระทรวงการคลัง ได้ส่งสรุปตัวเลขความเสียหายจากการทุจริตขายข้าวจีทูจีมาให้กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศ ได้ทำหนังสือหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อขอหารือว่า ใครเป็นผู้มีอำนาจในการลงนามในหนังสือแจ้งเพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหาย เพราะมีหน่วยงานที่เสียหายหลายหน่วยงาน โดยกฤษฎีกาได้ตอบกลับมาแล้วว่า ผู้มีอำนาจลงนาม คือ นายกรัฐมนตรี กับรมว.พาณิชย์ ซึ่งหากนายกฯ เห็นชอบ ก็สามารถลงนามในคำสั่งทางปกครองได้เลย หรือจะพิจารณามอบหมายให้ รมว.พาณิชย์เป็นผู้ลงนาม หรือจะลงนามทั้ง 2 คนก็ได้ และล่าสุดนายกฯ ได้มีการลงนามแล้ว

       

 สำหรับนักการเมืองและข้าราชการ 6 คนที่จะถูกบังคับทางปกครองชดใช้ค่าเสียหายจากการขายข้าวจีทูจี มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ได้แก่

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์

นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์

พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์

นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

 นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ




 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ตนในฐานะที่ทำเรื่องนี้มา ก็พอใจในคำสั่งดังกล่าว ซึ่งก็เป็นไปตามกระบวนการ เพียงแต่คนยังไม่เข้าใจว่า ตัวเลขเรียกค่าเสียหายทำไมน้อย จึงขออธิบายว่า ที่ตัวเลขน้อย เพราะคดีจำนำข้าวถูกแยกออกไปหลายคดี ตอนนี้เป็นแค่รอบแรก ส่วนว่าทำไม นายบุญทรง จ่ายน้อย เพราะสัญญาขายข้าวแบบจีทูจี มี 4 สัญญา จำนวน 6.2 ล้านตัน และผู้ที่เซ็นสัญญา ส่วนใหญ่เป็นนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์

       

 นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ยังมีจีทูจี รอบ 2 อีก ซึ่งอยู่ในขั้นตอนไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่ง ป.ป.ช.เคยมีการแถลงความคืบหน้าแล้ว ตามสัญญา 4 สัญญา จำนวน 14 ล้านตัน ถ้าหากมีการชี้มูลความผิด และส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมือง ส่วนนี้ก็ต้องมีการเรียกค่า เสียหายอีก และผู้ที่ถูกเรียกค่าเสียหายจะเป็นนายบุญทรง และคณะ ซึ่งเป็นคนละชุดกับ จีทูจี รอบแรก และรอบสองนี้ นาย บุญทรง จะโดนหนัก

สุดท้ายยังมีการเรียกค่าเสียหายต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อีกสวนหนึ่งด้วย ทั้งนี้ ตนจำได้ว่า ตัวเลขค่าเสียที่จะเรียกจาก น.ส. ยิ่งลักษณ์ ในชั้นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานนั้น ได้ให้การต่อศาลฎีกา ตอนเป็นพยานโจทย์ เป็นตัวเลขประมาณ 2.8 แสนล้านบาท แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกรรมการรับผิดทางแพ่ง

 

 

ทั้งนี้สำหรับกระบวนการออกคำสั่งทางปกครองที่เกิดขึ้นนั้น อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ถือว่าเป็นการใช้กฎหมายปกติ ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาก็สามารถต่อสู้ตามกระบวนการ ซึ่งสามารถไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ที่ศาลปกครองสูงสุด

แต่ทว่าเครือข่ายของระบอบทักษิณและน.ส.ยิ่งลักษณ์กลับพยายามที่จะชี้นำว่าเป็นการออกคำสั่งไม่ถูกต้องและเป็นการเลือกปฏิบัติกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ทั้งที่ข้อเท็จจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย

 

 

โดยอำนาจตามกฎหมายที่จะถูกนำมาใช้ดำเนินการเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวประกอบไปด้วยกฎหมายและระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรี 2 ฉบับ

1. พระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

2. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

 

สำหรับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 คือ การที่เจ้าหน้าที่ดำเนินกิจการต่าง ๆ ของหน่วยงานของรัฐนั้น หาได้เป็นไปเพื่อประโยชน์อันเป็นการเฉพาะตัวไม่ การปล่อยให้ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่ปฏิบัติงานในหน้าที่และเกิดความเสียหายแก่ เอกชนเป็นไปตามหลักกฎหมายเอกชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงเป็นการไม่ เหมาะสมก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่า เจ้าหน้าที่จะต้องรับผิดในการกระทำต่าง ๆ เป็นการเฉพาะ ตัวเสมอไป เมื่อการที่ทำไปทำให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเพียงใดก็จะมี การฟ้องไล่เบี้ยเอาจากเจ้าหน้าที่เต็มจำนวนนั้นทั้งที่บางกรณีเกิดขึ้นโดยความไม่ตั้งใจ หรือ ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในการปฏิบัติหน้าที่

 

 

นอกจากนั้น ยังมีการนำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วม ในระบบกฎหมายแพ่งมาใช้บังคับ ให้เจ้าหน้าที่ต้องร่วมรับผิดในการกระทำของเจ้าหน้าที่ผู้อื่น ด้วย ซึ่งระบบนั้นมุ่งหมายแต่จะได้เงินครบ โดยไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมที่จะมีต่อแต่ละคน กรณีเป็นการก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่ และยังเป็นการบั่นทอนกำลังขวัญในการ ทำงานของเจ้าหน้าที่ด้วย จนบางครั้งกลายเป็นปัญหาในการบริหารเพราะเจ้าหน้าที่ไม่กล้า ตัดสินใจดำเนินงานเท่าที่ควร เพราะเกรงความรับผิดชอบที่จะเกิดแก่ตน


อนึ่ง การให้คุณ ให้โทษแก่เจ้าหน้าที่เพื่อควบคุมการทำงานของเจ้าหน้าที่ยังมีวิธีการในการบริหารงานบุคคล และการดำเนินการทางวินัยกำกับดูแลอีกส่วนหนึ่งอันเป็นหลักประกันมิให้เจ้าหน้าที่ทำการ ใด ๆ โดยไม่รอบคอบอยู่แล้ว ดังนั้น จึงสมควรกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดในการ ปฏิบัติงานในหน้าที่เฉพาะเมื่อเป็นการจงใจกระทำเพื่อการเฉพาะตัว หรือจงใจให้เกิดความ เสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น และให้แบ่งแยกความรับผิดของแต่ละคน มิให้นำหลักลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเพิ่มพูนประสิทธิภาพ ในการปฏิบัติงานของรัฐ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

เช่นเดียวกันกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ระบุถึงการออกหลักเกณฑ์ดังกล่าวไว้ดังนี้โดยที่ได้มีการตราพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539  ขึ้น และกฎหมายดังกล่าวมีหลักการเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากแนวทางปฏิบัติในเรื่องความรับผิดทางแพ่งที่ทางราชการถือปฏิบัติในปัจจุบัน โดยได้แยกความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ออกเป็นเหตุที่เนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ และที่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่

 

 

โดยเมื่อมีความเสียหายเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น หน่วยงานของรัฐจะต้องรับภาระชดใช้ค่าเสียหายไปก่อน ส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐจะรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่อหน่วยงานของรัฐเพียงใดนั้น ให้ไปไล่เบี้ยต่อไปในภายหลัง โดยจะยึดหลักว่าจะเรียกเอาแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐเฉพาะกรณีความเสียหายนั้นเกิดขึ้นโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น

 

 

นอกจากนี้ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถผ่อนชำระค่าสินไหมทดแทนได้โดยคำนึงถึง รายได้ ฐานะ ครอบครัว  และความรับผิดชอบ และพฤติการณ์แห่งกรณีประกอบด้วย สำหรับความเสียหายที่เกิดจากการที่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องถูกฟ้องและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นการส่วนตัวโดยไม่เกี่ยวกับทางราชการ สมควรวางระเบียบกำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539

 

 

และเพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการต่อสู้ตามข้อกฎหมายก็สามารถลำดับขั้นตอนได้ดังต่อไปนี้

 

โดยขั้นตอนจะเริ่มต้นจากการปิดสำนวนฟ้องแพ่งกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรและกรณีของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์

 

ต่อจากนั้นคณะกรรมการสรุปตัวเลขความเสียหายเสนอให้กับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

 

ขั้นต่อไปก็จะส่งสำนวนให้อธิบดีกรมบัญชีกลาง เรียกค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

 

สุดท้ายจะเปิดโอกาสให้จำเลยได้ใช้สิทธิในการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครอง ถ้าใช้สิทธิ์ จะสามารถสู้ถึงศาลปกครองสูงสุด แต่ถ้าไม่ใช้สิทธิจะโดยยึดทรัพย์

 

 

เพราะฉะนั้นเมือพิจารณาจากข้อเท็จจริงทางด้านกระบวนการทางกฎหมาย ก็เป็นที่ชัดเจนว่าการออกคำสั่งทางปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายในโรงการรับจำนำข้าว ถือว่าเป็นการดำเนินการภายใต้กฎหมาย และที่ผ่านมาได้มีการนำกฎหมายดังกล่าวมาใช้แล้วหลายกรณี



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกสิทธิ์ ชูวารี