หมัดต่อหมัด "ดีเอสไอ-ชาวคลองจั่น-ธรรมกาย" ตะลุมบอลปมเช็ค 450 ล้านบาท "ศุภชัย"ใครกันแน่โกหก

Publish 2016-06-22 19:19:16

จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยการตรวจสอบเส้นทางการเงินในคดีการทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จำกัด เพิ่มเติม พบว่า มีเช็คสั่งจ่ายให้พระและเครือข่ายวัดพระธรรมกายเพิ่มเติมอีก 7 ฉบับ มูลค่ากว่า 450 ล้านบาท

นอกเหนือที่นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ สั่งจ่ายเช็คให้พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และวัดพระธรรมกาย จำนวน 21 ฉบับ รวมมูลค่า 1,055,560,000 บาท

ซึ่งในวันนี้ สมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนียน คลองจั่น จำกัด เดินทางมาติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับผู้ที่รับเช็คจากนายศุภชัยฯ พร้อมให้ข้อมูลสภาพปัญหา และผลกระทบที่ได้รับจากการถูกยักยอกเงินของสหกรณ์

นายธรรมนูญ อัตโชติ ตัวแทนสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

ระบุว่าการเดินทางมาพบดีเอสไอในครั้งนี้ เพื่อทำความเข้าใจในฐานะผู้เสียหายโดยตรง และจะขอเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลคดี เนื่องจากสมาชิกไม่มีความเชื่อมั่นในคณะกรรมการชุดเก่า

อย่างไรก็ตาม ยังมีสมาชิกอีกจำนวนมากที่ไม่ยอมรับเงินจำนวน 700 ล้านบาท ที่คณะกรรมการชุดเก่าไกล่เกลี่ยกับศิษย์วัดพระธรรมกาย เพราะต้องการให้มีการดำเนินคดีกับวัดพระธรรมกายและพระธัมมชโย ในคดีฟอกเงิน และเชื่อว่า เงินที่คืนมาอาจจะเป็นเงินที่ไม่ถูกต้อง

ขณะเดียวกันกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ชี้แจงความคืบหน้าการสอบสวนคดีคลองจั่นฯ โดยดีเอสไอตอนนี้ได้เร่งรัดสำนวนการสอบสวนหลายคดีให้เสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ชี้แจงความคืบหน้าการสอบสวนคดีคลองจั่นฯ กล่าวว่า ดีเอสไอพยายามเร่งรัดสำนวนการสอบสวนหลายคดีให้แล้วเสร็จภายในเดือนก.ค.นี้ ซึ่งก่อนหน้านี้หลายคดีได้สรุปสำนวนส่งให้อัยการแล้ว ส่วนการดำเนินการกับทรัพย์สินเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา ดีเอสไอได้หารือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ให้ดำเนินการกับทรัพย์สินโดยมอบเส้นทางการเงินที่ตรวจสอบพบทั้งหมดให้ ปปง.รับไปดำเนินการว่า หลังจากนายศุภชัยนำเงินออกจากสหกรณ์แล้ว เงินถูกส่งไปเข้าบัญชีใดบ้างยืนยันว่าประสานงานกับปปง.อยู่ตลอดเพื่อติดตามทรัพย์คืนให้กับผู้เสียหายพร้อมแนะนำให้ผู้เสียหายเข้าติดตามทรัพย์สินจากปปง.ด้วย ส่วนเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างสหกรณ์คลองจั่นกับวัดพระธรรมกายนั้น ดีเอสไออยากให้ผู้เสียหายและสมาชิกพิจารณาด้วยตนเองเพราะนายศุภชัยเคยเป็นไวยาวัจกรของวัดพระธรรมกายและมาเป็นผู้บริหารสหกรณ์มงคลเศรษฐีและสหกรณ์คลองจั่นฯ




เช่นเดียวกับ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดียักยอกฉ้อโกงทรัพย์และฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น กล่าวว่าดีเอสไอรับสอบสวนคดีคลองจั่นเป็นคดีพิเศษ 13 คดี สอบสวนเสร็จแล้ว 4 คดี เป็นคดียักยอกฉ้อโกงทรัพย์คดีความผิดของเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ซึ่งส่งให้ป.ป.ช. ไต่สวนความผิดแล้ว เหลือคดีค้างการสอบสวนอีก 9 สำนวนโดยเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย คือ

-คดีของ นายสถาพร วัฒนาศิรินุกูล อดีตพระวัดธรรมกายโดยสึกออกมาทำธุรกิจที่มีเส้นทางเงินมาจากนายศุภชัย

-คดีที่นายสัมพันธ์ เสริมชีพทนายความของวัดพระธรรมกายถือหุ้นบริษัทเอ็มโฮมแทนนายศุภชัย

-กรณีการซื้อที่ดินเพื่อสร้างโรงพยาบาลของวัดที่เงินทั้งหมดมาจากนายศุภชัยเ

ขณะเดียวกันฝากฝั่งของ คณะศิษยานุศิษย์ วัดพระธรรมกาย ก็ได้แถลงการณ์ถึงประเด็นดังกล่าว ซึ่งระบุว่าหากมีหลักฐานพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าเป็นการนำเงินที่ทุจริตจากสหกรณ์ฯ มาบริจาคจริง คณะศิษย์ฯ ก็จะประชุมหารือเพื่อหาทางช่วยเหลือเยียวยาต่อไป

นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์ วัดพระธรรมกาย มีแถลงการณ์ถึงประเด็นที่ ก่อนหน้านี้คณะศิษย์ได้ตั้งกองทุนเยียวยา และคืนเงินเต็มจำนวน 1,055,560,000 บาท ให้แก่สหกรณ์ ไปแล้ว

โดยคดีนี้สหกรณ์ฯ ได้ฟ้องคดีแพ่งกับผู้ที่รับเช็คทั้งหมด 32 ราย รวมยอดเงิน 13,000 ล้านบาท แต่เหตุใดดีเอสไอถึงจะดำเนินคดีกับพระธัมมชโย ซึ่งทำความดีมาทั้งชีวิต ทั้งสร้างพระ สร้างวัด เผยแพร่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก อีกทั้งคณะศิษย์ฯ ก็ได้ช่วยเหลือเยียวยาไปหมดแล้ว การกระทำของดีเอสไอจึงไม่ก่อประโยชน์ใดๆ กับสมาชิกสหกรณ์ฯ เหตุใดไม่เอาเวลาไปทุ่มเทตามเงินที่เหลืออีก 13,000 ล้านบาทจากผู้รับบริจาครายที่เหลือ

ซึ่งกับประเด็นที่คณะกรรมการบริหารสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่นร้องทุกข์กับดีเอสไอ ให้ดำเนินคดีสอบสวนกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ล่าสุด ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโดยด่วน

นายธีรภัทธ ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าจากกรณีคณะกรรมการบริหารสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ร้องทุกข์กับดีเอสไอ ให้ดำเนินคดีสอบสวนกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้นายศุภชัย สามารถยักยอกทรัพย์สินได้ ซึ่งดีเอสไอพบว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง มีพฤติการณ์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วตั้งแต่ปลายเดือน พ.ย.2558

ทั้งนี้ได้สั่งการให้อธิบดีทั้งสองกรม เร่งทำรายงานข้อเท็จจริงว่าเมื่อมีการเรื่องทุจริตเกิดขึ้นในสหกรณ์เครติดยูเนี่ยน ทางกรมได้ดำเนินการอย่างไรบ้าง ให้ทำข้อเท็จจริงมาที่ตนทั้งหมดตั้งแต่ปี2542 ที่คณะกรรมการสหกรณ์เครติดยูเนี่ยนฯแจ้งความดำเนินคดีกับนายศุภชัยและพวก ในข้อหายักยอกฉ้อโกงเงินฝากของสมาชิก ในขณะนั้นทางกรมในฐานะนายทะเบียน ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางบัญชี หรือแจ้งเตือนให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯระงับการทำธุรกรรมกับวัดพระธรรมกายหรือไม่


นอกเหนือจากการติดตามความคืบหน้าการตรวจสอบเส้นทางการเงินในคดีการทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น แล้ว  ประเด็นที่สังคมเฝ้าติดตามมาโดยตลอดนั่นคือ กรณีจับกุม พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ว่าจะมีการเข้าตรวจค้นจับกุมเป็นครั้งที่ 2 หรือไม่

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีจับกุม พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ว่า เจ้าหน้าที่ต้องทำทุกวิธีทางเพื่อบังคับใช้กฎหมาย แต่ไม่ได้หมายถึงการเข้าไปกระชากลากถู ไม่ใช่ เพราะไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ผู้ครองผ้าเหลือง แต่ยืนยันต้องทำตามวิธี กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ใช่ถามว่าทำไมไม่ปิดล้อม เพราะก็รู้ผล ถ้าทำแบบนั้น อยากให้มองว่าเรื่องนี้ ไม่ใช่คดีแปลกพิสดารอะไร เป็นคดีย่อยมาก

อีกทั้งในพื้นที่วัดต้องกระทำการให้เหมาะสม ตอนนี้คนที่ออกมาพูดไม่ใช่ผู้ต้องหาทั้งสิ้น เป็นกลุ่มศิษยานุศิษย์ เลยไม่รู้ว่าผู้ต้องหาคิดแบบนี้หรือไม่ ยังเข้าไม่ถึงตัวผู้ต้องหา เรื่องดังกล่าวอาจเป็นประเด็นข้อกฎหมายภายหลังให้โต้แย้งว่าผู้ต้องหาอาจไม่ได้คิดเช่นนั้น ปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำการดังกล่าวจึงขอให้เข้าใจเจ้าหน้าที่ด้วย

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่า การดำเนินการทุกอย่างเกี่ยวกับพระธัมมชโย กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ ตำรวจเป็นเพียงหน่วยสนับสนุนกำลังพลในการปฏิบัติงานเมื่อได้รับการขอมาเท่านั้น ส่วนการตรวจสอบคลิปเสียงของเจ้าสัวบุญชัยเป็นเรื่องของกรมสอบสวนคดีพิเศษเช่นกัน

ด้าน พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษก ตร. กล่าวว่า ล่าสุดขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้รับการประสานข้อมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษถึงการเข้าจับกุมพระธัมมชโย ครั้งที่ 2 อย่างไรก็ตาม หลังจากการเข้าจับกุมครั้งแรกไม่เป็นผล เนื่องจากมีมวลชนและศิษยานุศิษย์ วัดพระธรรมกาย จำนวนมากขัดขวางการจับกุมนั้น การพิจารณาเข้าจับกุม พระธัมมชโย ในครั้งต่อไปนั้น เป็นดุลพินิจของทางกรมสอบสวนคดีพิเศษที่จะพิจารณาเห็นควรว่าจะเข้าจับกุมเมื่อใด และต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจตามมาด้วย



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกสิทธิ์ ชูวารี