เปิดเบื้องหลัง ศักดิ์สยาม  สุดย้อนแย้ง  พลิกลำขวางขยายสัมปทาน รถไฟฟ้าสีเขียว

เปิดเบื้องหลัง ศักดิ์สยาม สุดย้อนแย้ง พลิกลำขวางขยายสัมปทาน รถไฟฟ้าสีเขียว

Publish 2020-11-20 15:33:59


ความวัวยังไม่ทันหาย...ความควายเข้ามาแทรกเต็ม ๆ  หลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง จากกรณี   "กระทรวงคมนาคม"   โดยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ  รัฐมนตรีว่าการฯ  ร่วมกับ นายวิษณุ เครืองาม  รองนายกรัฐมนตรี  เพิ่งโน้มน้าวให้ครม.เห็นชอบขยายอายุสัญญาสัมปทานทางด่วนระหว่าง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เป็นระยะเวลา 15 ปี 8 เดือน เพื่อระงับข้อพิพาทคดีทางด่วนที่มีมูลค่าที่ 58,873 ล้านบาท ได้แก่ การแก้ไขสัญญาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 (ทางพิเศษศรีรัช รวมถึงส่วนดี) และการแก้ไขสัญญาโครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด (ทางพิเศษอุดรรัถยา)  ทั้ง ๆ ที่ประเด็นข้อพิพาทต่าง ๆ ยังอยู่ชั้นการพิจารณาของศาลปกครอง และอนุญาโตตุลาการ  

แต่ปรากฎว่า  "ในที่ประชุมครม. นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กลับเสนอเรื่องการต่ออายุสัมปทานทางด่วน BEM ให้ครม.พิจารณา ซึ่งที่ประชุมครม.ได้มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางเป็นเวลานาน โดยมีรัฐมนตรีฝั่งที่เห็นด้วยกันฝั่งที่ไม่เห็นด้วย แต่สุดท้าย ครม.ก็มีมติให้ต่ออายุสัมปทาน และให้ไปดำเนินการตามข้อเสนอของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง"



มาคราวนี้ กระทรวงคมนาคม  โดยนายศักดิ์สยาม  ชิดชอบ  คนเดิม  ได้ทำหนังสือลงวันที่ 16 พ.ย.2563  ส่งถึงเลขาคณะรัฐมนตรี  เแสดงความเห็นเพิ่มเติมกรณีขอความเห็นชอบผลการเจรจา และเห็นชอบร่างสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสีเขียว  ซึ่งสาระสำคัญของหนังสือฉบับดังกล่าว ก็คือ  การเพิ่มเติมความเห็นจากข้อมูลที่กระทรวงคมนาคม ร่วมพิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับแผนอนุมัติโครงการรถไฟฟ้าสีเขียวไปก่อนหน้า อาทิ   เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2562 ,  วันที่ 30 มี.ค. 2563 , วันที่ 9 มิ.ย.2563 และ วันที่ 17 ส.ค. 2563  ตามลำดับ


"ตามที่กระทรวงคมนาคมได้เสนอความเห็นชอบประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี  เรื่อง ขอความเห็นชอบผลการเจรจาและเห็นชอบร่างสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่กระทรวงมหาดไทยเสนอให้คณะรัฐมตรีพิจารณา โดยต่อมาคณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาเมื่อวันที่ 13 ส.ค. 263   ลงมติรับทราบผลการเจรจาและร่างสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสีเขียว ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นชอบผลการเจรจาและได้ผ่านการตรวจร่างสัญญาฯ จากสำนักงานอัยการสูงสุดเรียบร้อยแล้ว และให้กระทวงการคลังพิจารณาเสนอความเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งความเห็นต่อรายงาน เรื่อง การพิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า (บีทีเอส) ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า (บีทีเอส) สภาผู้แทนราษฎร เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี"

 

 

 


 



ผ่านไปกว่า 1 ปี  กระทรวงคมนาคม โดยกรมขนส่งทางราง  ได้พิจารณาถึงข้อเท็จจริงแล้ว เห็นสมควรให้ความเห็นเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในเรื่องดังกล่าว อ้างถึงการดำเนินการเจรจาเพื่อต่อสัญญาสัมปทาน สมควรที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดเพื่อความโปร่งใสในการดำเนินงานตามหลักธรรมภิบาล และเกิดผลสัมฤทธิ์หรือประโยชน์ต่อภาครัฐและประชาชนเป็นสำคัญ 

 

ประเด็นข้อพิจารณาก็คือ  โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวดังกล่าว   เดิมมีกำหนดจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ  ในวันที่ 16 ธ.ค.ที่จะถึงนี้    โดย  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปเป็นประธาน  แต่กลายเป็นว่าล่าสุดยังไม่ชัดเจนว่าจะสามารถดำเนินการได้ตามกำหนดหรือไม่    หลังจาก   โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว  ช่วงหมอชิต - สะพานใหม่ - คูคต  ซึ่งทดลองวิ่งเพิ่มเติมอีก 4 สถานี  ประกอบด้วย  สถานีกรมป่าไม้ (N14) สถานีบางบัว (N15) สถานีกรมทหารราบที่ 11 (N16) และสถานีวัดพระศรีมหาธาตุ (N17) ระยะทางรวม 4.2 กิโลเมตร   พร้อมให้บริการฟรีมาตั้งแต่วันที่ 5  มิ.ย. 2563   เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณถนนพหลโยธินและ ถนนวิภาวดีรังสิต   กลับมามีปัญหาอีกครั้งในเรื่องข้อเจรจา


เนื่องจากผลการประชุมครม.เมื่อวันที่  17 พ.ย. ที่ผ่านมา  มีการยื่นหนังสือทักท้วงจากกระทรวงคมนาคม  ทำให้กระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้รับผิดชอบ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2562   เรื่องการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสีขียว ตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย. 2562     ต้องถอนเรื่องผลการเจรจาและร่างสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว  ที่เสนอไว้ก่อนหน้าออกไป  ทั้งๆที่ก่อนหน้าทุกฝ่ายได้มีการเจรจาหาข้อยุติประเด็นต่าง ๆ มาเป็นลำดับ โดยเฉพาะเงื่อนไขการต่อสัญญาสัมปทานการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้กับ  "บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์" 

 

คือ  จากสิ้นสุดสัญญาในปี 2572  ออกไปอีก 30 ปี  หรือ  จนถึงปี 2602   เพื่อควบคุมอัตราค่าโดยสารตลอดสายระยะทาง 66.4 กิโลเมตร  ไม่ให้เกินราคา 65 บาท รวม   โดยภาคเอกชนยอมเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในค่าติดตั้งงานระบบไฟฟ้า และเครื่องกล (E&M) สำหรับส่วนต่อขยายที่ 2 ทั้งหมด  รวมถึงภาระดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมของหนี้เงินกู้ ที่กรุงเทพมหานครมีต่อกระทรวงการคลัง  เป็นจำนวนไม่เกิน 44,429 ล้านบาท 

 

ขณะที่ปัจจุบันกทม.เองก็ค้างชำรถค่าจ้างเดินรถไฟฟ้า กับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด หรือบีทีเอสซี ผู้รับจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต  เป็นเงินกว่า 8,000 ล้านบาท  เนื่องจากรัฐบาลมอบให้ กทม.รับผิดชอบเดินรถ และส่วนที่เปิดให้บริการไม่ได้มีการเก็บค่าโดยสารแต่อย่างใด

 


และถือเป็นข้อทักท้วงของกระทรวงคมนาคม   ที่มีข้อสังเกตประกอบว่าเกิดขึ้นในช่วงที่ผลการพิจารณาของภาคส่วนอื่น ๆ รวมถึงกระทรวงคมนาคม  ได้ร่วมกันดำเนินการไปเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว   ก่อนจะเข้าสู่ที่ประชุมครม.เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2563    ตามปรากฎอยู่ในหนังสือ  กระทรวงการคลัง  ที่ กค. 0820.1/20037 ลงวันที่ 16 พ.ย. 2563    โดย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ   รัฐมนตรีว่าการฯ   ให้ความเห็นชอบตามที่เคยมีการหารือร่วมทุกฝ่ายตามมติครม. เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2563  โดยเฉพาะข้อตกลงคุณธรรม ว่าด้วยการป้องการทุจริต  และการสร้างความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ  ที่มีการพิจารณาไปก่อนหน้าในช่วงยุคสมัย นายปรีดี ดาวฉาย เป็น รมว.การคลัง

 

รวมถึงหนังสือกระทรวงการคลัง ลงนามโดย  นายอาคม  เติมพิทยาไพสิฐ   ระบุด้วยซ้ำว่า  ไม่มีความเห็นเพิ่มเติม   จากที่กระทรวงคมนาคม ได้เคยเสนอผลการพิจารณาผลการศึกษาฯต่อคณะรัฐมนตรี ตามหนังสือกระทรวงคมนาคม ด่วนที่สุด ที่ คค.(ปคร) 0202/192 ลงวันที่ 4 มิ.ย. 2563 ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบแล้ว

 

 

 


หรือเท่ากับว่าข้อทักท้วงเพิ่มเติมของกระทรวงคมนาคม   เพิ่งมาปรากฎในช่วงวันที่คณะรัฐมนตรี      พร้อมจะให้ความเห็นตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ    เนื่องจากทุกหน่วยงานเกี่ยวข้องได้กลับไปร่วมพิจารณาประเด็นข้อทักท้วงต่างๆมาอย่างรอบด้านตามมติครม.ก่อนหน้า    รวมถึงกระทรวงคมนาคม  ของ   นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ    ส่งผลทำให้มีแนวโน้มอย่างสูงว่าระบบขนส่งมวลชน   อาจเกิดประเด็นปัญหาไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี  แสดงเจตนาตั้งแต่ยุคเป็นหัวหน้าคสช. ต้องการให้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ดำเนินการครบ 59  สถานี  รวมระยะทาง 68.25 กิโลเมตร ในช่วงปลายปี 2563   

 


คำถามทิ้งท้ายก็คือ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม มีนัยแฝงอะไรหรือไม่อย่างไร   ในการออกมาขวางแผนการขยายอายุสัมปทาน  โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวแบบปัจจุบันทันด่วน ทั้ง ๆ ที่มีส่วนร่วมในการพิจารณารายละเอียดข้อทักท้วงต่าง ๆ มาตั้งแต่ต้น จนนำมาสู่ข้อยุติก่อนเข้าสู่ที่ประชุมครม.ในวันที่ 17 พ.ย. 2563  หลังจากเคยออกมาหนุนเต็มสูบ ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เสี่ยงกระทำผิดกฎหมาย ด้วยการปรับแก้ไขเงื่อนไขประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม  ทั้ง ๆ ที่มีการกำหนดหลักเกณฑ์และเปิดประมูลไปแล้ว


จนท้ายสุดศาลปกครองกลาง   มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามหลักเกณฑ์การร่วมลงทุนของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย  ที่แก้ไขเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงเอกสารการคัดเลือกเอกชนเพื่อร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น


        
เนื่องจากศาลฯ เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน (RFP) แม้คณะกรรมการคัดเลือกฯและ รฟม. ซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีอำนาจที่จะสามารถกระทำได้ แต่ต้องไม่เกินขอบอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ประกอบกับในการแก้ไขหลักเกณฑ์ครั้งนี้สืบเนื่องมาจากมีข้อเรียกร้องจากเอกชนผู้ซื้อซองอีกราย ที่มีสิทธิที่จะเข้าแข่งขันในการเสนอราคาในครั้งนี้ ในชั้นนี้จึงเห็นว่า กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม และการแก้ไขเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงเอกสารการคัดเลือกเอกชนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 โดยใช้การประเมินซองที่ 2 และซองที่ 3 รวมกันแบ่งสัดส่วนเป็นคะแนนซองที่ 2 จำนวน 30 คะแนน และคะแนนซองที่ 3 จำนวน 70 คะแนน "จึงเป็นคำสั่งที่น่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับความไม่ชอบด้วยกฎหมาย"

 

( คลิกอ่านข่าวประกอบ :  ศาลปกครอง สั่งคุ้มครอง BTS ให้รฟม.กลับไปใช้เกณฑ์เดิม ประมูลรถไฟฟ้าสีส้ม  )


>> ช้อปดีลเด็ดในแอพ Lazada ลดต่อเนื่องจาก 11.11 กดช้อปคลิกเลย <<



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน