สรรพากรแจ้งข่าวดี ส่งข้อมูลเบี้ยประกันสุขภาพลดหย่อนภาษีได้ถึง 7 ม.ค.2562

สรรพากรแจ้งข่าวดี ส่งข้อมูลเบี้ยประกันสุขภาพลดหย่อนภาษีได้ถึง 7 ม.ค.2562

Publish 2018-12-02 16:23:42


จากกรณีก่อนหน้านี้ กรมสรรพากรกำหนดให้ผู้มีเงินได้ที่ทำประกันสุขภาพ ต้องยินยอมให้บริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศภัยส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ให้กับกรมสรรพากรภายใน วันที่ 1 ธ.ค. 2561 หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว จะไม่สามารถนำค่าเบี้ยประกันสุขภาพไปลดหย่อนภาษี บุคคลธรรมดาประจำปีได้ 
 
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ล่าสุด นายปิ่นสาย สุรัสวดี ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร ชี้แจ้งว่าทางกรมฯ กำหนดให้ผู้เอาประกันสุขภาพที่ประสงค์จะใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ต้องยินยอมให้บริษัทประกันส่งข้อมูลค่าเบี้ยประกันสุขภาพของผู้เอาประกันที่บริษัทประกันมีอยู่แล้ว ให้กรมสรรพากรในรูปแบบของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ภายในวันที่ 7 ม.ค. 2562
 
ทั้งนี้เพื่อที่กรมฯ จะได้นำข้อมูลมาประมวลผลได้ทันที โดยไม่ต้องรอการตรวจสอบหลักฐานใบเสร็จรับเงินในภายหลัง  ซึ่งจะช่วยให้การพิจารณาคืนภาษีเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น สำหรับความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนก่อนหน้านี้  อาจเกิดเนื่องมาจากบางบริษัทรวบรวมข้อมูลผู้เอาประกันแล้ว ทยอยส่งให้กรมสรรพากรเป็นงวด ๆ

 



เช่น ข้อมูลเดือน พ.ย. 2561 และเดือน ธ.ค. 2561 อาจส่งข้อมูลสมทบเพิ่มเติมภายในวันที่ 7 ม.ค. 2562 หรือบางบริษัทเร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้เอาประกันรีบดำเนินการให้ความยินยอม จนทำให้เข้าใจว่าสุดท้ายคือวันที่ 1 ธ.ค. 2561 ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ สานักงานสรรพากรทุกแห่งทั่วประเทศ หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร.1161
  
ประกันสุขภาพ คือ การประกันภัยที่ทางบริษัทประกันจะจ่ายชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น อนึ่งเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต โดยส่วนใหญ่จะมีอยู่ 4 แบ่งด้วยกันคือ 1. เพื่อรักษา ในกรณีที่เจ็บป่วยจากโรคต่างๆ ทั้งการรักษาแบบผู้ป่วยนอกและแบบผู้ป่วยใน 2. อุบัติเหตุ ในกรณีนี้ประกันจะมีผลต่อเมื่อได้รับอุบัติเหตุและต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล 3. สูญเสียความสามารถหรือเรียกว่า "ทุพพลภาพ" 4. ชดเชยรายได้

 


 
ส่วน  อัตราเบี้ยประกันภัยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

1. อายุ ของผู้เอาประกันภัยที่แตกต่างกัน สามารถแสดงถึงโอกาสที่ร่างกาย จะบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วย รวมถึงการได้รับผลกระทบแทรกซ้อนแตกต่างกันไปด้วย เพราะบุคคลทั่วไปเมื่อมีอายุมากขึ้น ก็จะมีโอกาสเกิดปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ได้มากขึ้น และถ้าได้รับบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยแล้ว ประสิทธิภาพในการที่ร่างกาย จะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอก็จะลดลง มีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบรุนแรง และต้องใช้เวลาในการพักรักษาตัวนานกว่าบุคคลที่มีอายุน้อยกว่า

2. เพศ ปัจจุบันความเสี่ยงภัยของเพศหญิงจะไม่แตกต่างจากเพศมากนัก แต่อย่างไรก็ตามความแข็งแรงของสุขภาพร่างกาย ยังมีความแตกต่างกันอยู่โดยปกติเพศหญิงจะใช้เวลาในการฟื้นตัวจากการเจ็บป่วย หรือบาดเจ็บทางร่ายกายนานกว่าเพศชาย ผู้รับประกันภัยจึงอาจจะรับประกันภัย โดยกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยสูงกว่าเพศชาย

 



3. สุขภาพ ได้แก่ ประวัติเกี่ยวกับสุขภาพและการรักษาพยาบาล รวมทั้งสภาพร่ายกายของผู้ขอเอาประกันภัย บุคคลที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ไม่เคยมีประวัติการเจ็บป่วยรุนแรง โอกาสที่จะได้รับการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยร้ายแรง หรือได้รับผลกระทบจนทุพพลภาพเป็นเวลานานในอนาคต ก็ย่อมเป็นไปได้น้อยกว่าบุคคลที่มีสภาพร่างกายอ่อนแอผิดปกติ หรือมีประวัติการเจ็บป่วยร้ายแรงมาก่อน อีกทั้งอาการผิดปกติของร่างกาย หรือจิตใจบางอย่างจะก่อให้เกิดแนวโน้ม หรือความเป็นไปได้สูงในการเกิดอุบัติเหตุ เช่น โรคลมบ้าหมู ประสาทหลอน หรืออาการตื่นตกใจง่าย เป็นต้น

4. อาชีพ อาชีพแสดงถึงกิจกรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคลซึ่ง จะนำไปสู่ความเสี่ยงภัยหรือแนวโน้มที่จะได้รับบาทเจ็บ หรือเจ็บป่วยที่ต่างกันออกไป

 

 

5. การดำเนินชีวิต แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพ หรือ อุบัติเหตุของบุคคลที่แตกต่างกันไป อาทิเช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การเล่นกีฬาที่เสี่ยงอันตราย เป็นต้น

6. สำหรับการประกันภัยหมู่จะต้องมีการพิจารณาถึงจำนวนบุคคลที่จะเอาประกันภัย ด้วยเพราะถ้าจำนวนบุคคลมาก การกระจายความเสี่ยงจะมีมากกว่า ซึ่งจะทำให้อัตราเบี้ยประกันภัยต่ำลงได้

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย