โอเปกลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบในปี 62 คาดน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวขึ้นราคา

Publish 2018-11-19 16:09:22



กรณีภาวะตลาดน้ำมันโลกลดลง เมื่อวันพุธ ที่ 14 พ.ย. 61 สัปดาห์ที่ผ่านมา  ทำให้ราคาน้ำมันโลกอยู่ในทิศทางขาลง หลังจากที่ร่วงหนักถึงร้อยละ 7 ทั้งนี้จากความวิตกกังวลถึงความต้องการน้ำมันตลาดโลกที่กำลังชะลอตัวลง อีกทั้งยังก่อให้เกิดภาวะน้ำมันล้นตลาด โดยวันที่ 15 พ.ย. 61 ที่ผ่านมานั้นราคาน้ำมันได้ฟื้นตัวขึ้นหลังจาก นายซูฮาอิล บิน โมฮัมเหม็ด ฟาราจ ฟาริส อัล มาสโรอี ประธานกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และนายโมฮัมเหม็ด บาร์คินโด เลขาธิการโอเปก กล่าวว่า "สมาชิกโอเปกบรรลุฉันทามติที่จะสนับสนุนให้มีการปรับลดการผลิตน้ำมันในการประชุมในวันที่ 6 ธ.ค. เพื่อสร้างความสมดุลต่อตลาดน้ำมัน" 



 

ล่าสุดวันนี้ 19 พ.ย. 61 ราคาน้ำมันดิบโลกได้รับแรงหนุน หลังจากกลุ่มโอเปกมีแผนที่จะลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบในปี 2562  เพื่อรักษาความสมดุลของตลาดน้ำมันดิบ ซึ่งจากการคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันดิบมีเกณฑ์แนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น  แต่อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบคาดว่าจะได้รับแรงกดดัน จากการเติบโตของอุปสงค์น้ำมันดิบโลกในปีหน้า ที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ และการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ประกอบกับ อุปทานน้ำมันดิบในสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

 

ทั้งนี้ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ อยู่ที่ระดับ 11.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน แตะระดับสูงสุดในประวัติการณ์ และมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบสามปี โดย  Baker Hughes รายงานตัวเลขจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐฯ สิ้นสุด ณ วันที่ 16 พ.ย. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2 แท่น มาอยู่ที่ 888 แท่น

 



จากที่เคยถูกประกาศคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ อิรักได้กลับมาส่งออกน้ำมันดิบอีกครั้ง จากแหล่งผลิต Kirkuk ซึ่งภายหลังการส่งออกน้ำมันจากแหล่งดังกล่าวถูกระงับไปเป็นเวลา 1 ปี เกิดส่งผลกระทบให้ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 50,000-100,000 บาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม ปริมาณการส่งออกยังคงน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 300,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดที่เคยส่งออกจากแหล่งผลิตข้างต้น

 

 

โดยปัจจัยที่สำคัญและน่าจับตาในสัปดาห์นี้ คือการคาดอุปทานน้ำมันดิบโลกปรับตัวลดลง หลังผู้ผลิตกลุ่มโอเปคและประเทศรัสเซียมีการหารือถึงการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบในปี 2562 ลง 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากระดับการผลิตในเดือน ต.ค. เพื่อรักษาสมดุลของตลาดน้ำมันดิบ ทั้งนี้ราคาน้ำมันดิบยังมีแนวโน้มถูกกดดันจากการเติบโตของอุปสงค์น้ำมันดิบโลกที่ลดลง ซึ่งหลังจากที่กลุ่มโอเปคเปิดเผยการคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันดิบในปี 2562 ประจำเดือน พ.ย. 61 ว่าจะเติบโตที่ 1.29 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งปรับลดลงจากการคาดการณ์ในเดือน ต.ค. 61 ราว 70,000 บาร์เรลต่อวัน โดยปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ จะมีการปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) คาดการณ์ ปริมาณน้ำมันดิบจากแหล่งน้ำมันดิบ 7 แหล่ง ในประเทศสหรัฐฯ จะปรับเพิ่มขึ้นราว 113,000 บาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 7.94 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือน ธ.ค. 61

 

 

 

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลดลง 3.73 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 56.46 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 3.42 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 66.76 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 67 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังได้รับแรงกดดันจากปริมาณการผลิตน้ำมันดิบ และปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันดิบที่ล้นตลาด 

 

 

โดยประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ทวีตข้อความว่า "กลุ่มโอเปกจะไม่ปรับลดกำลังการผลิตลง อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงหนุน หลังกลุ่มโอเปกมีทีท่าที่จะลดกำลังการผลิตลง นอกจากนี้ ซาอุดิอาระเบียจะลดปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบในเดือน ธ.ค. 61 ลง 500,000 บาร์เรลต่อวัน จากปริมาณการส่งออกในเดือน พ.ย. 61"

ซึ่งสัปดาห์นี้ต้องคอยจับตาดูการเคลื่อนไหวของน้ำมันตลาดโลก ว่าจะมีการส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร และทางกลุ่มโอเปกจะมีแผนเพิ่มเติมในการลดการผลิตน้ำมันหรือไม่ ก็ต้องคอยจับตาดูกันต่อไป

 

 


ขอบคุณ : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)       



เรียบเรียงโดย

จิรภัทร รวดเร็ว