นัดแล้วทำไมไม่มา?? กาญจนาภาสามีเบี้ยวอัยการหน2 สงสัยจะหนีหรือไม่? สังคมส่งเสียงกลัวตัดตอนคดีลูกอดีตนายกฯ

Publish 2018-10-31 15:56:04


จากกรณีวันนี้(31ต.ค.) สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก พนักงานอัยการพนักงานคดีพิเศษ 4 ได้นัดส่งตัว นางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และ นายวันชัย หงษ์เหิน สามีของนางกาญจนาภา พร้อมด้วย นายมานพ ทิวารี เป็นบิดาของ น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง




 

 

ก่อนหน้านี้อัยการได้เห็นควรสั่งฟ้อง นางกาญจนาภา กับ นายวันชัย กรณีรับโอนเช็ค 26 ล้านบาท และในส่วนของ นายมานพ ร่วมฟอกเงินธนาคารกรุงไทย ไปก่อนหน้านี้แล้ว และนัดฟังคำสั่งคดีวันเดียวกับ นายพานทองแท้ ชินวัตร ซึ่งวันดังกล่าวได้มีการฟ้อง นายพานทองแท้ ไปแล้ว ส่วนผู้ต้องหาทั้ง 3 ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง  แต่พอถึงเวลานัดปรากฎว่าไม่มีผู้ต้องหาเดินทางมาตามนัดแต่อย่างใด

 

 

 



 

ด้าน นายประยุทธ  เพชรคุณ  รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แถลงว่า ในวันนัดฟังคำสั่งวันนี้ ไม่มีผู้ต้องหาเดินทางมาศาล โดยในส่วนของ นายมานพ ได้มีผู้รับมอบอำนาจส่งหนังสือขอเลื่อนการฟังคำสั่งมาโดยอ้างติดภารกิจในการทำธุรกิจที่เมืองเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมันนี และมีกำหนดเดินทางกลับในช่วงเดือนพฤศจิกายน ทางพนักงานอัยการจึงมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนการฟังคำสั่งเป็นวันที่ 29 พฤศจิกายน ส่วนนางกาญจนภา และนายวันชัย 2 สามีภรรยานั้น ก็ไม่ได้เดินทางมาและไม่ได้มีการแจ้งเหตุขัดข้อง ซึ่งทั้งสองก็ไม่ได้มาพบอัยการตามนัดเป็นครั้งที่ 2 โดยทางอัยการได้ส่งหนังสือแจ้งประสานไปยังพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ให้ติดตามตัวมาพบอัยการ เพื่อส่งตัวฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯในความผิดฐาน “ร่วมฟอกเงินและสมคบฟอกเงิน” ในกรณีรับโอนเช็คจำนวน 26 ล้านบาท

 

 

ก่อนหน้านี้คือเมื่อวันที่ 10ต.ค.61 ที่ผ่านมา อัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 นัดนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย นายทักษิณ  ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี  และพวก รวม 4 คน ฟังคำสั่ง กรณีคดีฟอกเงินธนาคารกรุงไทย โดยอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 มีคำสั่งฟ้อง นายพานทองแท้ ชินวัตร ผู้ต้องหาที่ 4 ฐานสมคบและร่วมกันฟอกเงิน ที่มีการรับเช็คจำนวน 10 ล้านบาท ซึ่งจะฟ้องเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ปี 2542 มาตรา 5 , 9 และ 60 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฉบับที่ 5 ปี 2558 มาตรา 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91 รวมถึง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 6 ปี 2526 มาตรา 4 ทั้งนี้ ความผิดฐานฟอกเงินมีโทษจำคุก 1 – 10 ปี ซึ่งมีอายุความไม่เกิน 15 ปี

 

 

สำหรับกรณีเช็ค 26 ล้านบาท อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนายพานทองแท้ ผู้ต้องหาที่ 4 และไม่ฟ้องนางเกศินี จิปิภพ ผู้ต้องหาที่ 1 ซึ่งความเห็นส่วนนี้อัยการก็จะต้องส่งสำนวนพร้อมความเห็นดังกล่าวกลับไปให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ พิจารณาว่าจะมีความเห็นแย้งกับอัยการหรือไม่อย่างไร โดยในส่วนของนางเกศินี ผู้ต้องหาที่ 1 นั้น ความเห็นสั่งไม่ฟ้องดังกล่าวก็เป็นไปตามความเห็นดั้งเดิมของพนักงานสอบสวนตั้งแต่ต้น

 

ส่วนนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน อดีตภริยาของนายทักษิณ ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาที่ 2 กับนายวันชัย หงษ์เหิน สามีผู้ต้องหาที่ 3 นั้น อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องฐานฐานสมคบและร่วมกันฟอกเงินโดยบุคคลทั้งสอง ตามสำนวนการสอบสวนก็กล่าวหาเฉพาะการรับเช็ค 26 ล้านบาทเท่านั้น

 

 

“ในช่วงบ่ายหลังจากพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง ก็จะนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ได้แก่ นายพานทองแท้, นางกาญจนาภา และนายวันชัย ไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯและประพฤติมิชอบ โดยจำเลยได้เตรียมเงินสดไว้ยื่นประกันตัวด้วย แต่ปรากฏว่านางกาญจนาภาและนายวันชัย ไม่ได้เดินทางมา ขณะที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว นายพานทองแท้ โดยตีราคาประกัน 1 ล้านบาท กำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล ภายหลังจำเลยได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสดพร้อมคำร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อศาล”

 

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับคดีนั้น ศาลนัดสอบคำให้การ นายพานทองแท้ จำเลย ว่าจะรับสารภาพหรือปฏิเสธ ในวันที่ 5 พ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. ขณะที่ก็มีการตั้งข้อสังเกตอยู่เช่นกันว่า ทำไมนางกาญจนาภาและสามีคือนายวันชัย ไม่ยอมมาพบเจ้าหน้าที่เพื่อฟังคำสั่งฟ้อง ซึ่งหากอัยการสั่งฟ้องก็จะถูกนำตัวไปส่งศาลแบบเดียวกับนายพานทองแท้ที่ได้รับการประกันตัวออกมา ซึ่งก็ยิ่งทำให้ชวนตั้งข้อสงสัยยิ่งขึ้นไปอีกว่า ทั้งสองสามีภรรยาคู่นี้จะหลบหนีหรือไม่ เพราะเกรงจะต้องขึ้นให้การกับศาลและอาจมีข้อมูลบางอย่างที่อาจกระทบไปถึงนายพานทองแท้หรือไม่

 

นี่เป็นข้อสงสัยและชวนตั้งข้อสังเกต หรืออาจเป็นไปเป็นได้ที่คู่ภรรยาสามีจะยอมมาพบอัยการเพียงแต่ขณะนี้ยังไม่พร้อม เพราะไม่เช่นนั้นคนก็ยิ่งครหาถ้าไม่มา อาจเป็นการตัดตอนบางอย่างไม่ให้ไปถึงตัวลูกชายอดีตนายกฯ นี่เป็นคำถามดังๆที่ผู้คนในสังคมเริ่มสงสัยกันแล้ว???

 

 

 

 

 




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ศิริพงษ์ หนูแก้ว

;