ผัวหงอไม่กล้าหือ เพื่อนบ้านแฉฉาวพ่อแท้ๆ-แม่เลี้ยงเด็ก14 ไม่มีวันไหนไม่เห็นรอยแผล!

Publish 2018-10-17 09:47:53



จากกรณีที่แม่เลี้ยงใจยักษ์ร่วมกับพ่อแท้ๆ ทำร้ายลูกอายุ 14 ปี มานานหลายปี จนเด็กชายต้องหนีออกจากบ้าน ปั่นจักรยานหนีไปหาแม่แท้ๆ ที่ จ.ระยอง โดยใช้เวลาปั่นจักรยานจากปทุมธานี 3 ชั่วโมง ไปถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อให้แม่มารับกลับไปอยู่ด้วย เหตุเกิดที่โครงการบ้านเอื้ออาทร ม.44 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 



ต่อมาวันที่ 15 ต.ค. 2561 ได้มีการลงพื้นที่ติดตามข้อเท็จจริงโดยได้สัมภาษณ์โชเฟอร์แท็กซี่คันที่ไปรับเด็กตามคำขอร้องของแม่แท้ๆที่อนุเสาวรีย์ชัยฯ ในวันที่ 12 ต.ค. 2561 ที่ผ่านมา โดยเขาเล่าว่าเมื่อไปถึงได้ติดต่อกับเด็กโดยให้แม่เด็กส่งเบอร์ของตนให้เพราะเด็กไม่รับสายใครนอกจากแม่

เมื่อพบกันตนได้ถามอาการเบื้องต้นของเด็กเช่นหิวไหม เด็กบอกว่าหิวตนจึงพาแวะร้านสะดวกซื้อซึ่งเด็กก็ซื้อของมานั่งกินบนรถแต่กินยังไม่ทันหมดก็หลับไปทั้งๆที่ในมือยังถือของกินอยู่ทำให้ตนคิดว่าเด็กคงเหนื่อยมากจากการปั่นจักรยานมาเป็นระยะทางไกล และตลอดเวลาที่นั่งมาเด็กดูอดทนมากไม่แสดงอาการอะไรให้เห็น พอไปถึงที่หมายก็ส่งต่อให้แม่เด็กซึ่งเด็กก็รีบวิ่งไปกอดแม่ 

นอกจากนี้ยังมีการสัมภาษณ์เพื่อนบ้านของฝั่งพ่อและแม่เลี้ยงได้ความว่าแม่เลี้ยงนั้นเข้ากับเพื่อนบ้านไม่ค่อยได้ มีพฤติกรรมหยาบคายชอบพูด"กู-มึง" ตนไม่เคยเห็นเวลาที่แม่เลี้ยงลงมือกับเด็กแต่มักจะเห็นรอยแผลบนตัวเป็นประจำเรียกว่าไม่มีวันไหนที่เด็กไม่เป็นแผล ส่วนพ่อของเด็กก็กลัวแม่เลี้ยงรู้ทั้งรู้ว่าลูกถูกทำร้ายก็ไม่กล้าช่วยเหลือลูกโดนตีก็ได้แต่นั่งดูเพราะถ้าเข้าไปช่วยตนก็จะถูกด่า ทำอะไรต้องอยู่ใต้อำนาจเมียตลอด

ทั้งนี้ยังเล่าอีกว่าแม่เลี้ยงไม่ถูกใจไม่พอใจอะไรก็จะไปลงกับลูก เงินไม่พอใจก็ไปลงกับลูก ส่วนลูกเองเคยถามเรื่องแผลแล้วก็ตอบแค่ว่าหกล้มหรืออุบัติเหตุไม่กล้าบอกว่าแม่ตีเพราะคงกลัวว่าถ้าแม่รู้ว่าไปบอกคนอื่นจะยิ่งโดนทำร้ายหนักขึ้น

ส่วนตัวเห็นว่าเด็กคนนี้ซื่อสัตย์นิสัยดี มีสัมมาคารวะ ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ตลอด เมื่องานปีใหม่ที่แล้วยังเล่นดนตรีให้ผู้สูงอายุฟัง ก่อนหน้านี้ตนก็เคยเสนอจะช่วยเลี้ยงเด็กแต่ครอบครัวนี้ไม่ยอม ตนกล่าวว่าเมื่อรู้ข่าวที่เกิดขึ้นตนรับไม่ได้อย่างมากที่แม่เลี้ยงทำกับเด็กอย่างนี้

 

 

เด็กชายที่ถูกทำร้าย เรียนอยู่ที่โรงเรียนเทศบาลท่าโขลง 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และทางเพื่อนๆ บอกว่า เพื่อนที่ถูกแม่เลี้ยงทำร้ายนั้นนิสัยดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และเพิ่งจะเข้ามาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ เมื่อตอน ม. 2 ซึ่งแผลที่อยู่ตามตัวนั้นตนเห็นมาตั้งแต่ตอนเข้าเรียนใหม่ๆ แล้ว ซึ่งตนก็ได้ถามว่าไปโดนอะไรมา โดยเพื่อนบอกว่าจักรยานล้ม และไม่ได้บอกความจริงว่าถูกแม่เลี้ยงกับพ่อทำร้าย ตนจึงเพิ่งจะมาทราบตอนที่เป็นข่าวนี้เอง และก็รู้สึกสงสารเพื่อนที่ต้องมาถูกกระทำเช่นนี้

ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สภ.คลองหลวง สามารถจับกุมทั้ง น.ส.นรินทร แม่เลี้ยง และ นายอัครเศรษฐ์พร ผู้เป็นพ่อโดยจับได้ที่บ้านญาติ ย่านสายไหม กรุงเทพมหานคร และจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสภ.คลองหลวง ได้นำตัว น.ส.นรินทร และนายอัครเศรษฐ์พร เข้าห้องขังโดยไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวกันอยู่

 



ซึ่งขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คนเข้าไปที่ห้องขังนั้น ทางด้าน น.ส.นรินทร (แม่เลี้ยง) ได้วิ่งเข้ามาตบกล้องของผู้สื่อข่าวที่กำลังถ่ายวิดีโออยู่ และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่าทางนายอัครเศรษฐ์พร ของเด็กชายอายุ 14 ปี ยอมรับสารภาพว่าตนเองเป็นคนตีลูกเอง ไม่ได้เกี่ยวกับแม่เลี้ยงที่ตนทำไปนั้นเป็นการสั่งสอนเพียงเท่านั้น

ต่อมานายสกล เกศตุสุวรรณ พี่ชายของน.ส.นรินทร เปิดเผยว่า ตนเป็นผู้ที่คอยส่งเสียค่าเรียน ดูแล ช่วยเหลือน้องสาวคนนี้มากว่า 15 ปี เนื่องจากน้องสาวสูญเสียพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก จึงอยู่ในโอวาทตนมาตลอด จึงรู้นิสัยใจคอกันมานาน ขอยืนยันว่าน้องสาวไม่มีพฤติกรรมรุนแรงตามที่เป็นข่าว ไม่เป็นความจริงตามที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่เลี้ยงใจยักษ์ เชื่อมั่นว่าน้องสาวไม่มีทางทำร้ายลูกเลี้ยงคนนี้อย่างแน่นอน อีกทั้งตนไว้วางใจน้องสาวคนนี้มากเพราะเป็นคนดี ให้รถไว้ใช้ ฝากให้ดูแลลูกให้ตนด้วย หากว่าน้องไม่ใช่คนดีจริง หรือหากเป็นคนรุนแรงจริง คงไม่ให้มาอยู่กับลูกตัวเอง

โดยส่วนตัว มองว่า เด็กวัย 14 รักแม่เลี้ยง และตัวน้องสาวก็รักเด็กคนนี้ ยืนยันว่าไม่มีปมขัดแย้งส่วนตัวระหว่างเด็กและแม่เลี้ยง เพียงแต่เคยรับรู้ว่า เด็กชาย 14 ปีคนนี้ ชอบโกหก ไม่มีความรับผิดชอบในตัวเอง ดูแลตัวเองไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้มีพฤติกรรมรุนแรงก้าวร้าว ใช้ชีวิตร่าเริงแจ่มใสเป็นปกติ อีกทั้งที่ผ่านมาแม่เลี้ยงดูแลเด็กชายวัย 14 ปีเป็นอย่างดี มักไปเที่ยวด้วยกันหลายครั้ง หรือแม้แต่คุณยายของแม่เลี้ยงเสียชีวิต เด็กชายวัย 14 ขวบ ก็ไปบวชหน้าไฟให้ จึงอยากให้ลองกลับมาคิดดูว่า หากมีปัญหากันจริงคงไม่ทำอะไรหลายอย่างร่วมกัน

นอกจากนี้ เมื่อเดือนที่ผ่านมา เด็กชายวัย 14 ปีรายนี้ โดนแมลงต่อยที่หูจนเกิดอาการบวม ต้องพาเด็กไปรักษาถึงขั้นผ่าตัด อีกทั้งเด็กคนนี้ มักจะมีบาดแผลง่าย น้ำเหลืองไม่ดี กระแทกนิดหน่อยก็เขียวช้ำ จึงมั่นใจว่าน้องสาวไม่มีพฤติกรรมรุณแรง ทารุณ หรือโหดเหี้ยมตามที่เป็นข่าวแน่นอน ภายหลังจากเกิดเรื่อง พ่อและปู่ของเด็กพยายามติดต่อเข้าไปพูดคุยกับยายของเด็กแล้ว เพราะคิดว่าเป็นเรื่องของคนในครอบครัว อยากให้พูดคุยกัน แต่ไม่สามารถพูดคุยได้ จนกระทั่งเกิดกระแสข่าวออกมา

 

 

ส่วนน้องสาวและน้องเขยยืนยันว่าไม่มีการหลบหนีตามที่เป็นข่าว เนื่องจากหลังที่มีกระแสข่าวออกมาว่าเด็กหลบหนีไปหาแม่ที่ จ.ระยอง ตนและน้องสาวยังเดินทางไปกินข้าวนอกบ้านตามปกติ จนกระทั่งทราบข่าวจากการแชร์ในโลกออนไลน์ว่าเป็นแม่เลี้ยงใจร้าย น้องสาวเครียดและกลัวกับเรื่องที่เกิดขึ้น จึงให้พักอาศัยที่บ้านของตนไปก่อน โดยวันนี้ตั้งใจที่จะมอบอำนาจให้แก่ทนายความเดินทางไปติดตามคดีที่ สภ.คลองหลวง แต่เจ้าหน้าที่เข้ามาจับกุมตัวน้องสาวตามหมายจับเสียก่อน ซึ่งขณะเข้ามาจับกุมก็ไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ยืนยันว่าจะสู้คดีเพื่อความยุติธรรมให้ถึงที่สุด เพราะส่วนตัวมั้นใจว่าน้องสาวตนไม่ผิด และท้าว่าถ้าพิสูจน์มีหลักฐานว่าผิดจริง พร้อมตัดหางปล่อยวัดทันที ประหารชีวิตได้เลย เพราะตนชอบความถูกต้อง ตรงไปตรงมา

 

ขอบคุณเนื้อหา ทุบโต๊ะข่าว Amarin TV 34



เรียบเรียงโดย

สินีนุช บรรเจิดธนากุล