ทักษิณโดนแล้ว!!!“สรรพากร”เก็บ1.7หมื่นล.ภาษีหุ้นชิน-นัดแจ้งประเมินวันนี้“เรืองไกร”บุกยื่นยุติขู่เจอฟ้องอาญา อ้างพวกแค้นส่วนตัวอยู่เบื้องหลัง?

Publish 2017-03-27 08:29:02

จากกรณีรายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรมสรรพากรได้ทำหนังสือนัดให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจ เข้ามารับทราบผลสรุปการประเมินภาษีและเงินเพิ่มจากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ที่กรมสรรพากร ในวันที่ 27 มี.ค.60 ช่วงเวลา 10.30 น. หลังจากเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรสรุปประเมินเรียกเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปเสร็จ โดยขั้นตอนเมื่อรับทราบผลสรุปการประเมินภาษี หากไม่เห็นด้วยสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ จะตั้งคณะกรรมการอุทธรณ์ขึ้นพิจารณา “ ที่ผ่านมากรมสรรพากรได้ดำเนินการประเมินภาษีเสร็จเรียบร้อยนานแล้ว และได้มีการส่งหนังสือให้นายทักษิณ เข้ามารับทราบผลสรุปการประเมินภาษีและเงินเพิ่มตั้งแต่เมื่อ 10 วันที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันนัดในวันที่ 27 มี.ค.นี้ ”



       ขณะที่นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวถึงกระแสข่าวกรมสรรพากรได้สรุปผลการประเมินภาษีพร้อมค่าปรับเป็นวงเงินสูงกว่า 1.7 หมื่นล้านบาทว่า ตนยังไม่รับทราบเหมือนกันว่าการประเมินภาษีเป็นจำนวนเงินเท่าไร เพราะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กรมดำเนินการ ซึ่งตนขอให้ดำเนินการโดยยึดตามระเบียบกฎหมายและไม่ได้เข้าไปแทรกแซง และยืนยันว่าตนในฐานะข้าราชการขอทำหน้าที่อย่างดีที่สุดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ

 

       ทั้งนี้รายงานข่าวที่แจ้งยังพบว่าก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่ากรมกรมสรรพากรได้ข้อสรุปการประเมินเรียกเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยคิดเป็นจำนวนเงินภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท โดยใช้แนวทางการประเมินการซื้อหุ้นราคาต่ำกว่าราคาตลาด ในช่วงที่บริษัทแอมเพิลริชขายหุ้นให้นอมินีของอดีตนายกรัฐมนตรี ในราคาหุ้นละ 1 บาท ต่ำกว่าราคาตลาดตอนนั้นที่อยู่ที่ 49.25 บาทต่อหุ้น


       ล่าสุดนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวกับทีมข่าว DeepsTnews ถึงกรณีดังกล่าวด้วยว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงพยายามเรียกร้องกดดันกรมสรรพากรให้ประเมินเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณ กรณีการขายหุ้นชินคอร์ปจำนวนเงิน 1.6 หมื่นล้านบาท โดยอ้างกฎหมายประมวลรัษฎากร และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สรุปคือต้องเรียกเก็บภาษีให้ทันอายุความ 10 ปี วันที่ 31 มี.ค.60  นายทักษิณเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินจากการซื้อหุ้นแอมเพิลริช และเรื่องนี้เคยมีหนังสือประเมินไปที่นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรนายทักษิณ เพื่อเรียกเก็บภาษีไปแล้ว ถือว่าหนังสือที่เรียกประเมินย่อมถือเป็นหนังสือที่เรียกประเมินไปที่นายทักษิณด้วย แต่ในปี 2553 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษายึดทรัพย์นายทักษิณ ต่อมาในปีเดียวกันศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาว่า เมื่อศาลฎีกาฯ เห็นว่าหุ้นชินคอร์ปที่ขายให้เทมาเส็กเป็นของนายทักษิณและคู่สมรส การเรียกเก็บภาษีจากบุตรจึงไม่ชอบ ให้เพิกถอนการประเมิน เรื่องนี้คือจบไปแล้ว

 

       “ มันทำไม่ได้ ผมติดตามเป็นคนต้นเรื่องนี้ เคยยื่นเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นแล้ว ต่อมาสรรพากรก็บอกว่ามันเก็บไม่ได้ จบไปแล้ว แต่ก็มีคนทำไม่รู้ว่าแจ้งครม.รึปล่าว ซึ่งเรื่องกฎหมายนี้ต้องตีความ มันติดขัด ไม่อยากให้สรรพากรต้องมีคดีความโทษทางอาญา เรื่องแพ่ง เราไม่ห่วง แต่อยากเตือนเจ้าหน้าที่สรรพากรที่ทำหากไม่ฟังจะมีโทษทางอาญา วันนี้10.30น.ทางผู้ใหญ่อยากให้ไปยื่นยุติก่อน ขอให้ยุติการเก็บภาษีท่านทักษิณ แต่หากยังไม่หยุด เราก็ไม่มีทางออก เรื่องนี้โทษอาญา และรู้ว่าคนที่เคยทำงานกับท่านทักษิณ เอาความแค้นส่วนตัวมาดำเนินการเพราะปัจจุบันทำงานอยู่กับคสช.เรื่องนี้มีการเมืองเข้ามา มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ขอเตือนเจ้าหน้าที่ วันนี้รอฟังผมจะไปยื่นยุติและอธิบายให้ฟังทั้งหมดถึงข้อกฎหมาย ”  นายเรืองไกร กล่าว


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ศิริพงษ์ หนูแก้ว

ติดตามข่าวอื่นๆ