ตรงที่สุด..พระคุณเจ้า!!"พระวิทยา"ศิษย์หลวงตาบัวเตือนระวังพวกบิดเบือนปล่อยข่าวเท็จ รัฐจ้องล้มพุทธศาสนา ทนายหน้าเดิมป้องสงฆ์โกงเงินฟ้องพงศ์พร!

Publish 2018-06-13 15:42:55



พระวิทยา ศิษย์ หลวงตามหาบัว เตือนระวังพวกบิดเบือนปล่อยข่าวเท็จ รัฐจ้องล้มพุทธศาสนา

 

ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญในการพัฒนาเปลี่ยนวงการสงฆ์ไทยที่ถูกปกคลุมด้วยเงามืด สารพัดปัญหาหมักหมมทั้งเหตุกรณีการ  ทุจริตเงินทอนวัด  และรากฐานปัญหาการคัดสรรพระสงฆ์เข้าสู่ตำแหน่งสำคัญๆในมหาเถรสมาคม  จนปัจจุบันเห็นได้ชัดเจนว่าแต่ละวันจะเห็นเหตุการณ์ฉาวโฉ่จากพฤติการณ์พระสงฆ์อยู่เรื่้อย ๆ  ด้วยสภาพการปกครองสงฆ์ที่มีช่องโหว่มาตั้งแต่ส่วนบน  และการยึดมั่น ถือมั่นในปัจจัยเงินทองจากการทำบุญเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ มากกว่าการยึดมั่้นในพระธรรมคำสอนของพระศาสดา  

 


ทนาย

ล่าสุดในเพจเฟซบุ๊กของ พระวิทยา กิจฺจวิชฺโช เจ้าอาวาส วัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน จังหวัดเชียงใหม่  (วัดป่ากรรมฐาน สายศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ) และเป็นหนึ่งในคณะศิษยานุศิษย์ของ  หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน  ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก แสดงธรรมสติสำคัญในช่วงภาวะเหตุการณ์เช่นนี้ ผ่านข้อความที่ถือพุทธศาสนิกชนควรยึดมั่นว่า

 

 

ทนาย


"เตือนชาวพุทธให้ระมัดระวังข่าวลือ ข่าวเท็จ ทั้งบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้คนหลงผิดที่แพร่ในโซเชียลในขณะนี้ ซึ่งมีทั้งกลุ่มก๊วนที่อ้างเป็นผู้ปกป้องพระพุทธศาสนา ทั้งพระและฆราวาส เพราะมีการแชร์ข้อมูลข่าวสารออกไปโดยขาดการพิจารณาอาจผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ได้โดยไม่รู้ตัว..." 

 

"ช่วงนี้มีขบวนการปล่อยข่าวลวงข่าวเท็จแพร่ในโซเชี่ยลอย่างสนั่นหวั่นไหว มีกลุ่มก๊วนที่อ้างตัวเองว่า เป็นผู้ปกป้องพระพุทธศาสนา ทั้งพระและฆราวาส ออกมาเผยแผ่ข้อมูลเท็จเต็มไปหมด ทั้งบิดเบือนข้อมูลให้คนหลงผิดอย่างน่าเป็นห่วง ซึ่งอาจทำให้คนไทยเกิดความสับสน ทั้งในเรื่องของการเมือง และการศาสนา

 

ขอให้คนไทยพึงระมัดระวังในการแชร์ข้อมูลข่าวสาร อาจผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ได้โดยไม่รู้ตัว ถ้าพบเห็นข่าวสารที่ปลุกระดมให้ร้ายคนอื่น โดยไม่มีที่มาที่ชัดเจน ว่าใครเป็นคนเขียน ก็อย่าแชร์เป็นอันขาด เจ้าหน้าที่รัฐผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ก็ไม่ควรนิ่งเฉยดูดาย ปล่อยให้คนพวกนี้เผยแพร่ข้อมูลเท็จได้อย่างเสรี

 

ถ้ามีคนทำผิดกฎหมายแล้ว รัฐก็ไม่สามารถนำตัวคนกระทำผิดมาลงโทษได้ตามสมควรแก่ความผิด ปล่อยให้หลบหนีการจับกุม หรือไม่ยอมเข้าจับกุม ยิ่งถ้าใครมีเงินสามารถหลบหนีไปต่างประเทศได้ ก็แทบจะไม่ต้องรับโทษความผิดใด ๆ เลย

 

หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้นานไป เห็นทีว่ากฎหมายบ้านเมืองคงหมดความศักดิ์สิทธิ์เป็นแน่แท้ เพราะไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายกับคนที่หลบหนีคดีไปต่างประเทศได้ หรือจะให้เป็นมาตรฐานใหม่ของกฎหมายไทย

 

มิหนำซ้ำ ทางเจ้าหน้าที่รัฐ ก็มิได้แสดงให้เห็นถึงความขวนขวายพยายามใด ๆ ที่จะนำตัวผู้กระทำผิดอีกหลายคน ที่หลบหนีการจับกุมไปอาศัยอยู่ต่างประเทศ จะนำตัวกลับมาลงโทษในประเทศให้จงได้อย่างไร? พอหมดอายุความ คนพวกนี้ก็กลับมาอยู่เมืองไทยเสพสุขกันอย่างสบายโดยไร้จิตสำนึก ตราบเท่าที่ยังไม่ถูกกรรมเล่นงาน

 

หากเป็นเช่นนี้ ต่อไปใครจะโกงชาติ ปล้นชาติ ทำทุจริต คดโกง อย่างไร ก็จงทำไปตามสบายเถิด ขอให้เตรียมช่องทางหลบหนีออกนอกประเทศไว้ให้ดี ๆ ก็พอ เพราะกฎหมายไทยไม่สามารถทำอะไรคนทำผิดที่หลบหนีการจับกุมไปอยู่ต่างประเทศได้เลย มันจะสมดังที่เขากล่าวว่า คุกไทยมีไว้ขังคนจน ๆ กับคนที่ไม่มีปัญญาจะหลบหนีไปต่างประเทศเท่านั้น จริงหรือเปล่า?

 

ยิ่งกรณีทุจริตเงินทอนวัด ข่าวการจับพระสึกไปดำเนินคดี ก็ดังไปทั่วประเทศ ถึงกับมีคนเอาไปขยายผลเพื่อให้คนไทยเข้าใจผิดว่า เป็นแผนการทำลายพระพุทธศาสนา ต้องการทำลายพระเถระผู้ใหญ่ ถ้าปล่อยให้รัฐทำกับพระเถระได้อย่างนี้ อาจจะทำให้ศาสนาพุทธต้องหมดไปจากแผ่นดินไทย

 

นี่คือ ขบวนการบิดเบือนข้อมูลอย่างไม่ละอาย ไม่ยอมพูดความจริงว่า พระที่ถูกออกหมายจับนั้น เจ้าหน้าที่เขาก็ต้องมีหลักฐานการกระทำผิดที่ชัดแจ้ง ศาลจึงอนุมัติให้ออกหมายจับได้ พระที่กระทำผิดกฎหมายถึงขั้นถูกออกหมายจับ ก็สันนิษฐานได้ว่า อาจจะล่วงละเมิดพระวินัยอย่างร้ายแรงข้อใดข้อหนึ่ง เพียงแต่ว่าจะครบองค์เข้าข่ายเป็นปาราชิกหรือไม่เท่านั้น ก็ต้องพิสูจน์กันต่อไปในชั้นศาล

 

ถ้าเคารพพระธรรมวินัย รักพระพุทธศาสนา ก็ควรเปิดโอกาสให้พระที่ถูกจับไปสู้คดีในศาล ไม่ควรมาปลุกระดมด้วยการบิดเบือนข้อมูล จะมาบอกว่าเพราะไม่รู้ว่า เจ้าหน้าที่เขามาหลอกให้เซ็นรับเงิน มันก็จะดูไร้เดียงสาเกินไป อันความผิดที่คนทั่วไปทำก็ยังผิด แล้วพระไปทำเข้า จะให้ถือว่าไม่ผิดได้อย่างไร? ดังนั้น ถ้าหากแน่ใจว่า ตนเองมิได้กระทำความผิด ด้วยศักดิ์ศรีของความเป็นพระ ผู้ทรงศีล ก็ไม่สมควรจะหลบหนี ควรที่จะนำหลักฐานไปหักล้างข้อกล่าวหา ต่อสู้คดีกันในชั้นศาล จึงจะถูกจะควร

 

ถ้าไม่ได้ประพฤติล่วงอาบัติปาราชิก แม้จะไม่ได้นุ่งห่มจีวร ก็ยังถือว่าทรงความเป็นพระสมบูรณ์อยู่ ก็ทำในใจเสียว่า ถูกปล้นชิงผ้าจีวรไป เพราะสถานภาพของผู้ถูกฝากขัง ยังไม่ถือว่า เป็นนักโทษ จึงยังคงจะรักษาสถานภาพของความเป็นพระไว้ได้ เพราะความเป็นพระจะขาดไปได้ก็ด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ๑. กระทำความผิดถึงขั้นล่วงอาบัติปาราชิก ๒. กล่าวคำลาสิกขาด้วยตนเอง เท่านั้น

 

ถ้ามิได้กระทำเหตุ ๒ ประการนี้ ใคร ๆ ก็ไม่สามารถที่จะทำลายความเป็นพระภิกษุให้ขาดไปได้ เว้นไว้แต่มีการกระทำที่ผิดกฎหมายบ้านเมือง ถึงขั้นถูกออกหมายจับ ก็ต้องถูกดำเนินคดีไปตามขบวนการยุติธรรม ก็จำเป็นต้องสละสมณเพศไปก่อน จะปล่อยให้ผู้ต้องหาห่มผ้ากาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์นี้ เข้าไปติดอยู่ในคุก หาควรไม่ จะถอดจีวรโดยไม่กล่าวคำลาสิกขาก็ย่อมได้ เพราะผู้กระทำผิดย่อมรู้ตัวเองได้ดีว่า เป็นปาราชิกแล้วหรือไม่?

 

ถ้าท่านเป็นพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบจริงแท้ ไม่ได้กระทำผิดดังที่ถูกกล่าวหา เขาจะเอาหลักฐานการกระทำผิดที่ไหนไปขออนุมัติศาลออกหมายจับได้ เมื่อศาลอนุมัติให้ออกหมายจับ ก็เชื่อได้ว่า มีแนวโน้มที่จะกระทำความผิดจริง ก็ควรต้องให้พระผู้ถูกกล่าวหาไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในศาล มิใช่ออกมาปกป้องด้วยการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ บิดเบือนข้อมูลให้คนเข้าใจผิด นี่! เท่ากับเป็นการทำร้ายศาสนาให้เป็นแผลเน่าเฟะหนักเข้าไปอีก


แต่ถ้าคดีถึงที่สุดถูกศาลตัดสินจำคุก ก็ต้องพ้นจากความเป็นพระไปโดยปริยาย แม้ไม่กล่าวคำลาสิกขาก็ไม่สามารถรักษาสถานภาพของความเป็นพระเอาไว้ได้ ถ้าโทษความผิดนั้นล่วงอาบัติปาราชิก ก็ไม่สามารถกลับมาบวชได้อีกตลอดชีวิต แต่ถ้าไม่ถึงขั้นนั้น หากพ้นโทษแล้ว ก็ยังสามารถกลับมาบวชเป็นพระภิกษุได้ใหม่ ดังนั้น จงอย่าบิดเบือนความจริงว่า การจับพระผู้ใหญ่ไปดำเนินคดี เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา ดูมันจะเลอะเทอะเกินไป ปล่อยให้ไปพิสูจน์ความจริงด้วยขบวนการยุติธรรมให้แจ้งชัดก่อนจะดีกว่า มันไม่มีอะไรเสียหายแก่การพระพุทธศาสนาหรอก


ดีไม่ดี ถ้าพระเหล่านี้ผิดจริง ก็จะทำให้ศาสนาพุทธสะอาดสะอ้านขึ้นอีกมากมาย พระที่ไม่ประพฤติตนตั้งอยู่ในพระวินัย เมื่อทำผิดกฎหมาย ก็สมควรถูกจับติดคุก มันก็เป็นการดีการชอบแล้ว


ลองคิดดูว่า ที่เขาพยายามช่วยกันปล่อยข่าวเท็จ นี่! ด้วยประสงค์อย่างไร ดังเช่น มีการปล่อยข่าวเท็จว่า สนช.เป็นอิสลามตั้งครึ่งค่อนสภา แถมมีรายชื่อบอกด้วยว่า เป็นใครบ้าง?


แม้นายกรัฐมนตรีเองก็ถูกกล่าวหาว่า เป็นอิสลาม รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลของอิสลาม จึงคอยจ้องทำลายศาสนาพุทธ ทำลายพระผู้ใหญ่ ทั้งมีการยุแหย่ให้คนหลงผิดว่า รัฐให้งบประมาณแผ่นดินไปสร้างมัสยิดหลายแห่ง แต่ละแห่งมีมูลค่า เป็นหลายร้อยล้านบาท ดังนี้เป็นต้น


ที่ร้ายกาจคือ พยายามปลุกปั่นทำให้ชาวพุทธเห็นว่า รัฐบาลนี้กำลังวางแผนจะทำลายพระพุทธศาสนา ทำลายพระเถระผู้ใหญ่ ด้วยการยัดเยียดข้อหา แล้วใช้อำนาจศาลจับพระสึกโดยไม่มีการไตร่สวน คืออยากจะสึกพระองค์ไหน ก็ออกหมายจับ แล้วนำตัวไปฝากขัง ถ้าศาลไม่ให้ประกันตัว ก็สามารถสึกพระได้เลย


แถมยังกล่าวอ้างไปถึงว่า พระที่ถูกจับสึกไปนั้นก็มีบทบาทในการต่อต้านอิสลาม ทำให้อิสลามโกรธแค้น จึงวางแผนกำจัดพระโดยการยัดเยียดข้อกล่าวหา เพื่อให้ศาลออกหมายจับ กลายเป็นไปกล่าวหาอิสลามด้วยว่า อยู่เบื้องหลังของการสึกพระในครั้งนี้


โอ้! หนอ ฟังแล้วก็สลดหดหู่ใจนักหนา นี่! กะจะยุแหย่ให้พุทธกับอิสลามทำสงครามกันให้ได้หรืออย่างไร? พุทธก็อยู่ส่วนพุทธ อิสลามก็อยู่ส่วนอิสลาม ต่างคนต่างอยู่ด้วยความสงบมีความสมัครสมานสามัคคีกัน มันก็ดีแล้ว จะไปยุแหย่ให้เกิดความไม่สงบให้ทะเลาะกันไปเพื่ออะไร?


ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือขบวนการปล่อยข่าวเท็จที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักอยู่ในโซเชียลเวลานี้ หลายเรื่องที่ทางโฆษกรัฐบาลได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า ไม่มีมูลความจริง ดังนั้น ขอให้ชาวพุทธจงมีสติปัญญารู้จักใคร่ครวญให้รอบคอบในการเสพข่าวสารทุกชนิด อย่าได้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนผู้ไม่หวังดี


หากรัฐบาลไม่ดำเนินการใด ๆ ที่จะสยบข่าวลือ ข่าวเท็จต่าง ๆ ให้ทันการ ไม่มีปฏิบัติการใด ๆ ที่จะสืบสวนสอบสวน นำตัวผู้สร้างข่าวเท็จมาลงโทษตามกฎหมายอย่างเฉียบพลัน ย่อมแสดงให้เห็นถึงความไม่เอาไหนในการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ถือเป็นความบกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง


หากยังขืนปล่อยให้ข่าวเท็จกระจายว่อนอินเตอร์เน็ตเช่นนี้ ย่อมมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศได้ในวันหนึ่ง หากมีคนหลงผิดเชื่อถือข่าวเท็จนี้มากขึ้น 


ยิ่งถ้ามีมือที่สามจากต่างประเทศเข้ามาจัดฉากแทรกแซงให้ทุนทรัพย์สนับสนุนด้วย ก็ยิ่งจะเลวร้ายไปกันใหญ่ อาจนำไปสู่สงครามศาสนา หรือสงครามกลางเมืองได้ เพราะมีกลุ่มคนผู้ไม่หวังดี อยากให้เมืองไทยของเราเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ชาวไทยจงตระหนักในเรื่องนี้ให้มาก อย่าตกเป็นเหยื่อของพวกอัปรีย์ขายชาติ


รัฐจึงไม่ควรดูเบาอย่างเด็ดขาด อย่าลืมว่า โลกนี้มันมีคนโง่มากกว่าคนฉลาด คนไทยจึงต้องช่วยกัน ร่วมแรงร่วมใจกันปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่าหลงเชื่อการปลุกปั่นของกลุ่มคนผู้ไม่หวังดี ที่คอยยุแหย่ให้คนไทยทะเลาะกัน ให้ทำสงครามกันเอง จะนับถือศาสนาไหน ๆ ก็คือคนไทยด้วยกัน อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ไม่ต้องทะเลาะกันนั่นแหละดีที่สุด


คิดบ้างสิว่า เขาจับพระที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า อาจมีพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย ไปดำเนินคดีเพียงไม่กี่รูป มันจะถึงกับเป็นการทำลายศาสนาพุทธให้ล่มสลายไปได้เลยทีเดียวหรือ? ทำไมจึงต้องตีโพยตีพายกันซะขนาดนั้น ทำเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาจริงหรือ? หรือจะเอาศาสนามาเป็นข้ออ้างเพื่อปกป้องพระอลัชชี?


จงรอไปพิสูจน์ความจริงกันในศาลจะดีกว่า พระในเมืองไทยมีสามแสนกว่ารูป ถ้าจะมีพระทำผิดกฎหมายถูกจับติดคุกไปสัก ๑๐๐ รูป ก็ไม่ทำให้ศาสนาถึงกับต้องล่มสลายได้หรอก


แต่ถ้าชาวพุทธทะเลาะกัน แตกสามัคคีกัน ไม่เคารพพระธรรมวินัยอันเป็นองค์แทนพระบรมศาสดา นั่นแล จะทำให้พระพุทธศาสนาต้องถึงกาลล่มสลาย แม้ประเทศชาติก็จักไม่อาจตั้งมั่นอยู่ได้ คนไทยจึงควรตระหนักในเรื่องนี้ให้มาก ๆ ดังที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงเคยตรัสสอนไว้ ให้คนไทยรู้รักสามัคคี ยังจำได้ไหม?

 

 

 

ก่อนหน้านั้น  ทนายวรกร พงศ์ธนากุล  ซึ่งยกตัวเองเป็น ประธานเครือข่ายทนายและประชาชนปกป้องพระพุทธศาสนา และเครือข่ายชาวพุทธ  ซึ่งเคลื่อนไหวต่อต้าน  พ.ต.ท. พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์  ผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ มาโดยตลอด ได้เคลื่อนไหวอีกครั้งโดยการยื่นหนังสือร้องเรียนที่ กองบังคับการปราบปราม โดยการกล่าวโทษ  พ.ต.ท. พงศ์พร  ในความผิดฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  โดยอ้างว่าที่ผ่านมาละเลยการดำเนินคดีเอาผิดกับข้าราชการสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินทอนวัด  แต่ในทางตรงข้ามกลับมีดำเนินการทางคดีอาญากับพระเถระ ทั้งๆ ที่ควรให้พระสงฆ์ที่เกี่ยวข้องเป็นพยาน ไม่ใช่ผู้ต้องหา เพราะการทุจริตเริ่มต้นจากเจ้าหน้าที่รัฐ พระสงฆ์เป็นเพียงผู้ถูกบีบบังคับให้กระทำตาม จนทำให้พระเถระต้องถูกให้ลาสิขาบทและถูกควบคุมตัวในเรือนจำ

 

พระวิทยา ศิษย์ หลวงตามหาบัว เตือนระวังพวกบิดเบือนปล่อยข่าวเท็จ รัฐจ้องล้มพุทธศาสนา

 

 

ขอบคุณที่มา : พระวิทยา กิจฺจวิชฺโช



เรียบเรียงโดย

นิตติยา บุญตาวัน


Suggess News

Recommend News