เปิดปาฏิหาริย์ "บาตรบุบ" ของ "พระอาจารย์จวน" ช่วยรักษาเอกสารลับของราชการ ไว้จากเหตุการณ์เครื่องบินตก แม้ท่านจะละสังขาร !!

Publish 2018-05-04 16:30:22



 

           ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ เครื่องบินของบริษัทเดินอากาศไทย เที่ยวบินจากจังหวัดอุดรธานี ได้เสียหลักตกลงในท้องนาเขตอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตมากมาย  ในจำนวนผู้เสียชีวิตนั้นมีครูบาอาจารย์ห้าท่านอันเป็นที่เคารพบูชาของพุทธศาสนิกชนรวมอยู่ด้วย นั่นคือ พระอาจารย์วัน อุตตโม พระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร พระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม พระอาจารย์บุญมา ฐิตเปโม และพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ

 

 

           ณ ห้องแสดงอัฐบริขารในพิพิธภัณฑ์ของ "พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ" นั้น มีการแสดงบริขารที่ท่านถือครองอยู่ตอนเครื่องบินตก เช่น สบง จีวร อังสะ สังฆาฏิ กลด มุ้งกลด กระติกน้ำ ย่าม บาตร รองเท้า  แต่ที่ดูจะเสียหายมากอย่างเห็นได้ชัดก็คือ "บาตรและฝาบาตร" ที่บุบยุบลงไปเพราะแรงกระแทกเมื่อเครื่องบินตกกระทบกับพื้นดิน และ "บาตรบุบ" นี้เองที่เป็นที่มาของเรื่องประหลาดเรื่องหนึ่งที่ได้รับการบันทึกเอาไว้



        เรื่องมีอยู่ว่า  หลังจากที่คณะลูกศิษย์ของพระอาจารย์จวนได้ไปยังสถานที่เกิดเหตุเพื่อรวบรวมเครื่องบริขารของท่านมาทำความสะอาดเพื่อเก็บรักษาไว้นั้นก็พบว่า บาตรซึ่งมีฝาบาตรปิดอยู่ได้บุบยุบลงไปด้วยกัน ต้องงัดเป็นการใหญ่จึงจะสามารถเปิดออกมาได้  เมื่อเปิดออกมาแล้วก็พบสังฆาฏิพับอยู่อย่างเรียบร้อยภายในบาตร รวมทั้งเครื่องใช้อื่นๆ ที่ท่านใช้เป็นประจำ เช่น ซองผ้าใส่ช้อนส้อม กลักสบู่ แต่ที่น่าประหลาดก็คือ การพบซองจดหมายหนาปึกอยู่ซองหนึ่งวางอยู่ข้างบนอัฐบริขารทั้งหมด รวมอยู่ในบาตรด้วย เป็นซองของราชการ ผนึกอย่างดี และตีตราลับ!!

        พระลูกศิษย์ก็นำมาให้ผู้เขียน (คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต) ดู บอกว่า ไม่ทราบว่าของใคร นำมาฝากท่านอาจารย์จวนไว้ ผู้เขียนเห็นตรากระทรวงมหาดไทยและเห็นมุมซองที่แสดงว่าเป็นเอกสารจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมก็ร้องด้วยความดีใจ ... เราหากันแทบจะพลิกแผ่นดิน (ตรงบริเวณเครื่องบินตก) ... เอกสารซองนี้อยู่ในบาตรของท่านอาจารย์นี่เอง!!

 

 

(พระอาจารย์จวน)

 

         คุณสมพร กลิ่นพงษา (ขอประทานออกนาม) ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (ในขณะนั้น) ได้เดินทางมาในเครื่องบินลำที่เกิดเหตุนี้ด้วย  ท่านนั่งด้านท้ายเครื่องบินจึงโชคดี ไม่เสียชีวิต แต่ก็บาดเจ็บสาหัส  เมื่อมีผู้ไปช่วยเหลือ ท่านยังพอมีสติอยู่จึงบอกกับผู้ที่ไว้ใจได้ทันว่า  ท่านได้นำเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่งติดตัวมาด้วย  เอกสารนี้เป็นความลับของประเทศ  หากตกไปอยู่ในมือของฝ่ายตรงข้ามจะเกิดอันตรายเป็นผลเสียหายอย่างร้ายแรง  ขอให้ช่วยหาให้ได้

 

         เจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยหาไม่พบก็มาติดต่อกับผู้เขียนให้ช่วยหาด้วย  และเมื่อไม่พบจริงๆ ก็ได้แต่ภาวนาขอให้เอกสารนั้นถูกอัดหายเข้าไปในดินโคลนตม สูญหายไปเลยดีกว่าจะถูกค้นพบจนตกไปอยู่ในมือฝ่ายตรงข้าม หรือถูกนำไปเปิดเผยให้เสียหายแก่บ้านเมืองสองวันเต็มๆ ที่ใจคอไม่ดีกัน แล้วก็มาพบจนได้ ... จึงโทรศัพท์เชิญทางกระทรวงมหาดไทยมาดู  ท่านก็ยืนยันว่าใช่... เป็นเอกสารที่ต้องการจริงๆ ขณะนั้นนึกเพียงว่า ประหลาด... ทำไมคุณสมพรนึกยังไงถึงได้เอาซองเอกสารสำคัญไปฝากท่านอาจารย์จวนไว้ ไม่เก็บไว้กับตัว หรือเกิดสังหรณ์อะไรจึงเอาไปฝากไว้ หรือท่านอาจารย์ "รู้ล่วงหน้า" ก็เลยเรียกให้เอาไปฝากไว้? ว่าจะถาม แต่คุณสมพรตอนนั้นก็เจ็บหนัก ไม่ควรไปกวน  ต่อมาเมื่อท่านหายเจ็บแล้ว

 

 

 

          ตามวิสัยคนกรุง...เรื่องผ่านไปแล้วก็ลืมไปเลย  แม้พบคุณสมพรภายหลังก็พูดคุยกันเรื่องอื่นไปหมด  จนกระทั่งเมื่อจะจัดตั้งเครื่องบริขารในห้องพิพิธภัณฑ์ คิดจะแยกเป็นกลุ่ม เพื่อแสดงบริขารที่ท่านอาจารย์จวนใช้ในวันเครื่องบินตกโดยเฉพาะ พอเห็นบาตรบุบจึงนึกขึ้นได้ว่าจะเรียนถามท่านสักหน่อยว่า คุณสมพรเอาไปฝาก...หรือท่านอาจารย์เรียกให้เอาไปฝาก  โทรศัพท์ติดต่อกับท่านได้เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๒ และท่านก็อุทานดังลั่นเมื่อทราบเรื่อง

"อะไรนะครับ!! ซองเอกสารนั่นหรือครับ...ได้มาจากบาตรท่านอาจารย์จวน!?"

"ค่ะ"

"ผมไม่ทราบเลย... เพิ่งทราบจากพี่เดี๋ยวนี้เอง  โอ... ผมขนลุกไปหมด!!"

"ทำไมคะ?"

"ก็ผมไม่ได้เอาไปฝากท่าน... อยู่กับตัวผมตลอดเวลาจนเครื่องตก!  เอกสารลับเป็นความเป็นความตายอย่างนั้น ใครจะให้คลาดจากตัว... แล้วเข้าไปอยู่ในบาตรท่านได้อย่างไร!  ผมขนลุกจริงๆ!  พี่บอกว่า บาตรบุบยุบอัดแน่น เปิดไม่ได้ จนพระต้องช่วยกันงัด ... เท่ากับท่านช่วยไว้ไม่ให้ใครไปพบก่อนพวกเราจะพบ...!!"

 

         แล้วคุณสมพรก็เล่าเรื่องเท้าความให้ฟังว่า  วันเกิดเหตุนั้น คุณสมพรเดินทางมาจากนครพนมเพื่อจะมารับรางวัลชนะเลิศการปราบยาเสพติด (กัญชา) ซึ่งกำหนดจะมีการมอบรางวัลกันในวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๒๓  โดยปกติแล้ว ทางบริษัทเดินอากาศไทย (ซึ่งเวลานั้นยังไม่ได้มารวมกิจการกับบริษัทการบินไทย) จะสำรองที่นั่งไว้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นเก้าอี้แถวที่หนึ่งเสมอ  แต่เมื่อมาถึงอุดรธานี พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินก็มาขอร้องให้ยกที่นั่งให้คณะของท่านอาจารย์จวนที่ขึ้นเครื่องบินที่นั่น  คุณสมพรจึงย้ายไปอยู่กลางลำ  จากนั้นก็มีสองสามีภรรยามาบอกว่า เดินทางมากับลูกเล็กอีกคนหนึ่ง แต่ได้ที่นั่งตรงข้างคุณสมพรเพียงสองที่ จึงอยากจะขอแลกที่เพื่อให้ได้มาอยู่รวมกัน  คุณสมพรเห็นใจก็เลยยอมย้ายไปนั่งแทนตรงท้ายเครื่องบิน ... ก็เลยกลายเป็นโชคดีไป เพราะผู้โดยสารทางส่วนท้ายของเครื่องบินรอดตายหลายคน!



"แล้วสามคนพ่อแม่ลูกนั่นล่ะคะ?"

"หมดเลยครับ ... ผมยังต้องทำบุญให้เขา ... เท่ากับเขามาตายแทนผมแท้ๆ เชียว ... โธ่!!"

คุณสมพรเล่าต่อไปว่า

"เรื่องเอกสารนั้น พอเจ้าหน้าที่เขาบอกว่าหาได้แล้ว เอามาให้ผมดูให้รู้ว่าใช่ก็โล่งใจ และให้จัดส่งกันไปตามระเบียบ ... โอย! ไม่ทราบจริงๆ ว่าท่านอาจารย์เอาเข้าไปไว้ในบาตรให้"

"คุณเรียนท่านหรือระแคะระคายให้ท่านทราบเรื่องเอกสารนี่ไหม?"

"โธ่พี่... จะเรียนท่านได้อย่างไร... เอกสารลับนะครับ"

         ความจริงผู้เขียนก็ทราบอยู่แล้วว่า ผู้ถือเอกสารลับย่อมต้องรักษาสุดชีวิต แม้ตัวจะตายก็ต้องยอม  แต่ที่ถามย้ำก็เพื่อให้แน่ใจจนสิ้นสงสัยในประเด็นของท่านอาจารย์จวนต่างหากว่า... ท่านทราบได้อย่างไรว่าคุณสมพรมีเอกสารนั้น และในวินาทีที่ความเป็นความตายกำลังคุกคามทุกคนอยู่นั้น ท่านอาจารย์จวนก็อยู่ในวินาทีแห่งความเป็นความตายด้วย แล้วท่านจะมีเวลารับกระแสภาวนาเพื่ออ่านจิตของทุกคนทั่วทั้งเครื่องบินได้ไหม ทุกคนในเครื่องบินกำลังภาวนาหาที่พึ่ง แล้ว "ข่ายอริยญาณ" ของท่านอาจารย์จวนก็แผ่ไปเป็นปริมณฑลโดยรอบ จนเห็นว่าควรช่วยคุณสมพรซึ่งกำลังกังวลถึงเอกสารลับของประเทศ ท่านก็เลยช่วย ... และต้องคิดด้วยว่าจะช่วยวิธีใด และในขณะจิตนั้นเอง...วินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง ท่านก็จะต้องทำจิตของท่านด้วย ... หรือว่าท่านผู้สิ้นแล้วจากอาสวกิเลสทั้งหลายเป็น “ผู้เสร็จกิจ จบพรหมจรรย์ ไม่มีกิจอื่นที่จะต้องทำอีกต่อไป” เวลาจะละขันธ์ ท่านจึงไม่ต้องระวังรักษาจิตของท่าน

 

 

เราเคยได้ยินกันแต่เรื่องที่ท่านเมตตาช่วยในเวลาอื่น ... แล้วเมตตาช่วยในเวลาที่ขณะจิตกำลังละขันธ์นี้ ท่านทำอย่างไร?

หรือ ... ฯลฯ ... หรือ ... ฯลฯ ... ?

           โอ...นี่เองที่สมเด็จพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า  "วิสัยของพระอริยเจ้าเป็นอจินไตย... เป็นของไม่ควรคิด... เพราะเหลือวิสัยที่ปุถุชนคนธรรมดาคนใดจะคิดได้ ... ขืนคิดไปจะเป็นบ้า"!!!

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือ "กุลเชฏฐาภิวาท" โดย คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต



เรียบเรียงโดย

เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ


Suggess News

Recommend News