แตกหักไปข้าง!! "ทนายตั้ม"บุกเดี่ยวร้องขอศาลจังหวัดกาญฯ หลัง"ลุงจรูญ"โดนข้อหาให้การเท็จรับของโจร เดือด!!ถึง "ครูปรีชา" ต้องไม่มีคนถูกถึงสองคน

Publish 2018-04-25 19:10:49



วันนี้ (25/04/2561) ทนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายความประชาชนฯ ทนายความส่วนตัวของ ร.ต.ท.จรูญ เดินทางมาที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีหมายเลขดำที่ พ.1230/2560 กรณีนายปรีชา เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ร.ต.ท.จรูญ ซึ่งคดีนี้ศาลกำหนดนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกในวันที่ 1 พ.ค.61 โดยนายษิทรา ใช้เวลาประมาณ 15 นาที จึงแล้วเสร็จ

นายษิทรา เปิดเผยว่า วันนี้เดินทางมาเพื่อขอให้ศาลจำหน่ายในคดีแพ่ง ที่จะมีการสืบพยานโจทก์ในวันที่ 1 พ.ค.61 โดยได้ให้เหตุผลว่าคดีนี้มีการฟ้องคดีอาญา ในข้อหาว่า ร.ต.ท.จรูญ ยักยอก รับของโจร เรื่องของลอตเตอรี่ที่เป็นข้อพิพาทกันอยู่ ซึ่งมีประเด็นคดีเดียวกัน คดีแพ่งจำต้องถือตามคดีอาญา อีกทั้งสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เราได้ทำหมายขอไว้แล้ว แต่ได้มาตรวจสอบแล้วปรากฏว่าสำนวนยังไม่เข้า จึงให้เหตุผลดังกล่าวยื่นขอให้ศาลมีคำสั่งเลื่อนคดีแพ่งออกไปก่อน เพื่อให้รอผลในคดีอาญา

“ส่วนศาลจะรับหรือไม่รับก็แล้วแต่ดุลยพินิจ แต่ตามหลักของกฎหมายคดีแพ่งต้องถือตามคดีอาญา ซึ่งก็ต้องรอให้เป็นไปตามคดีอาญาอยู่ดี อย่างไรก็ตามขอรอดูดุลยพินิจของศาลอีกครั้ง ซึ่งท่านจะสั่งออกมาในวันที่ 1 พ.ค.61 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยาน” นายษิทรา กล่าว



ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ออกมาแย้มว่าอาจจะมีการส่งสำนวนกลับ ซึ่งการส่งสำนวนกลับก็คงจะเป็นในประเด็นที่ว่าทางอัยการส่งมาให้กับทางกองปราบปราม ในส่วนสำนวนของ พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล อดีต ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี ก็คงจะดำเนินการ เพราะอยู่ในร่างของ ป.ป.ช.อยู่แล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของทาง ป.ป.ช.ว่าอยู่ในอำนาจของกองปราบปราม หรือ ป.ป.ช.หรือไม่

“ถึงตรงนี้เรายังมั่นใจในพยานหลักฐานที่มีอยู่ ต้องขอขอบคุณทางตำรวจสอบสวนกลาง และพนักงานสอบสวนของกองปราบปรามด้วย ที่รวบรวมหลักฐานมาค่อนข้างที่จะแน่นหนา แต่ติดอยู่ที่ว่าขั้นตอนของกฎหมายที่เราจะขอหลักฐานตัวนี้มาได้เท่านั้น แต่เมื่อไรที่เราขอหลักฐานตรงนี้มาได้ เราจะมีพยานหลักฐานที่ครบถ้วนสมบูรณ์ที่จะนำมาใช้สู้คดีได้อย่างแน่นอน” นายษิทรา กล่าว

นายษิทรา กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีการฟ้องร้องซ้ำซ้อนกันนั้น ต้องขอบอกก่อนว่ามันเป็นสิทธิ์ของทั้งฝ่ายเขาและฝ่ายเราที่สามารถยื่นศาลในการฟ้องร้องดำเนินคดีได้ ของเขาฟ้องร้องมาในประเด็น ร.ต.ท.จรูญ ยักยอกและรับของโจร ส่วนฝ่ายเราฟ้องในประเด็นที่มีการเบิกความเท็จ เมื่อเดือน ธ.ค.60 ในคดีแพ่งในการขอไต่สวนฉุกเฉิน ซึ่งมันเป็นคนละข้อเท็จจริงกันเลย จึงไม่มีการซ้ำซ้อนอย่างแน่นอน ส่วนดุลยพินิจของศาลที่ถามกันมาว่าแบบนี้ศาลจะรับฟังคำเบิกความหรือว่าคำให้การน้ำหนักของพยานฝ่ายเขาแค่ไหน ซึ่งเรื่องนี้มันเป็นการชั่งน้ำหนักในพยานและหลักฐาน ซึ่งเป็นดุลยพินิจของศาล เพราะทางอีกฝ่ายหนึ่งได้ถูกตำรวจกองปราบปรามแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาแจ้งให้ผู้อื่นได้รับโทษทางอาญา และก็ให้การเท็จ



ทั้งนี้ ถ้าถามตน ก็คิดว่าน้ำหนักตรงนี้คงจะน้อยแล้ว เพราะเขาถูกดำเนินคดีในข้อหาเรื่องให้การเท็จ ส่วนศาลท่านจะใช้ดุลยพินิจรับฟังแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของท่าน อันนี้ไม่ขอก้าวล่วง สำหรับการที่มีการฟ้องร้องกันทั้ง 2 ฝ่ายนั้น มันไม่ได้ทำให้ประชาชนสับสน เช่น ตอนที่มีการไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งต่างฝ่ายก็ต่างร้องทุกข์ แต่ท้ายที่สุดแล้วพนักงานสอบสวนก็ต้องมีแนวทางออกไปทางใดทางหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนก็มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ร.ต.ท.จรูญ ว่าไม่ใช่เป็นผู้กระทำผิด แต่ว่ามีความเห็นสั่งฟ้องทางนายปรีชาไป

“เดี๋ยววันไต่สวนมูลฟ้องศาลท่านก็จะพิจารณาพยานหลักฐาน ว่าของคนไหนมีมูลหรือไม่มีมูล ส่วนจะไต่สวนว่ามีมูลทั้ง 2 ฝ่ายได้หรือไม่ อันนี้มันก็ขึ้นกับดุลยพินิจ แต่คงจะไม่ใช่มีฝ่ายถูกทั้ง 2 ฝ่ายอย่างแน่นอน” นายษิทรา กล่าว



เรียบเรียงโดย

เอกสิทธิ์ ชูวารี


Suggess News