ต่างชาติเทขายหุ้นไทย หนักสุดในเอเชีย

Publish 2018-02-13 18:18:02



อย่าเป็นหมู  ฝรั่งหาเรื่องทุบหุ้นไทย ก่อนกลับมาช้อน นักวิเคราะห์ประสานเสียงหุ้นไทยปีนี้กระทิงไฟ

ภรณี ทองเย็น รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยถึงแรงขายของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียว่า  ว่า วานนี้ (12 ก.พ.61) พบว่า ต่างชาติขายหุ้นในภูมิภาคติดต่อกันเป็นวันที่ 10 มูลค่า1.14 พันล้านดอลลาร์  และขายทุกตลาด 
นำโดยไต้หวัน ขาย 746 ล้านดอลลาร์ ขายสุทธิเป็นวันที่ 7 รองลงมาคือ เกาหลีใต้ ขาย 164 ล้านดอลลาร์ ขายเป็นวันที่ 2  อินโดนีเซีย ขายสุทธิ 43 ล้านดอลลาร์ ขายเป็นวัน 11, ฟิลิปปินส์ ขาย25 ล้านดอลลาร์ ขายเป็นวันที่ 12 และไทยถูกขายสุทธิ162 ล้านดอลลาร์ ขายเป็นวันที่ 7
 ทั้งนี้หากดูเฉพาะเดือนก.พ.61 พบว่านับจากต้นเดือนมา ไต้หวันถูกขายมากสุด 3,525 ล้านดอลลาร์, เกาหลีใต้ 2,923 ล้านดอลลาร์, ไทย 904 ล้านดอลลาร์, อินโดนีเซีย 565 ล้านดอลลาร์ และฟิลิปปินส์ 161ล้านดอลลาร์
 แต่หากนับจากต้นปีมาจนถึงเมื่อวานนี้กลับพบว่า ตลาดหุ้นไทยถูกต่างชาติขายมากสุด ราว 1,081 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยเกาหลีไต้ 960 ล้านดอลลาร์, ไต้หวัน 669 ล้านดอลลาร์, อินโดนีเซีย 432 ล้านดอลลาร์ และฟิลิปปินส์ 116 ล้านดอลลาร์
จากข้อมูลรายวัน และรายเดือน แม้ว่าตลาดหุ้นไทย ไม่ได้ถูกขายมากสุดก็จริง แต่  กลับเป็นตลาดที่ถูกเทมากสุด นั่นเพราะเดือนม.ค. ตลาดหุ้นไทยโดนต่างชาติขายอยู่เพียงตลาดเดียวราว 177 ล้านดอลลาร์
 



ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด  ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร , วิวัฒน์ เตชะพูลผล รองกรรมการผู้จัดการ , สาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการอาวุโส สายการตลาด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด และนายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ มองหุ้นไทยปีนี้ยังกระทิงไฟให้กรอบ 1,720-1,950 จุด ส่วนอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทย GDP มองโตเกิน 4% ด้านการลงทุนโลกตลาดหุ้นน่าสนใจสุดยังเป็นภาวะกระทิงได้อีก 2 ปี แม้เฟดจ่อขึ้นดอกเบี้ยแต่QE ในระบบยังมีมาก-ศก.โลกสดใส มอง GDP โลกปีนี้โต 3.9% สูงสุดตั้งแต่ปี 54 แนะทยอยซื้อหุ้นตลาดจีน-ญี่ปุ่น-อินเดีย- หุ้นกลุ่มการเงินสหรัฐฯ โดยมีรายละเอียดดังนี้

เศรษฐกิจโลกในปี 2561 มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยคาดว่า GDP โลกจะขยายตัว 3.9% สูงสุดตั้งแต่ปี 2554 นำโดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งได้แรงส่งจากนโยบายการลดภาษีช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน ส่วนเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัวได้เกิน 4% เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
ด้านการลงทุนทั่วโลกมองตลาดหุ้นยังน่าสนใจมากสุด โดยในช่วง 9 ปีที่ผ่านมาหากนักลงทุนถือมาต่อเนื่องจะให้อัตราผลตอบแทนกว่า 250%  และมองว่าตลาดยังอยู่ในช่วงภาวะกระทิได้อีก 2-3 ปี โดยในปีนี้ยังขึ้นต่อได้อีกแน่นอน แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่มองว่าเม็ดเงินในระบบจากมาตการ QE ของยุโรปและญี่ปุ่นยังมีอยู่เป็นจำนวนมากช่วยผลักดัน ซึ่งเศรษฐกิจในตลาดโลกยังมีโอกาสขยายตัว 
แต่ปัจจัยเสี่ยงสำหรับตลาดหุ้นให้เริ่มจับตาภาวะเงินเฟ้อหากสูงขึ้นเร็ว อาจส่งผลกระทบให้ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นกดดันตลาดหุ้น อาทิ ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ระยะยาว 10 ปี ปัจจุบันปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงระดับ 2.8% ซึ่งหากในปีหน้าแตะระดับ 3.5% จะมีโอกาสกดดันให้ตลาดหุ้นทั่วโลกพักฐานได้ 10% 



   "ตลาดหุ้นโลกปีนี้ยังเป็นภาวะกระทิงอย่างแน่นอน แม้ว่าเฟดจ่อขึ้นดอกเบี้ยแต่มองว่าตลาดจะยังไม่รับรู้ไว้ขนาดนั้น และภาวะการปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบนี้ยังไม่มีตลาดใดให้ผลตอบแทนดีเท่ากับตลาดหุ้น รวมถึงเม็ดเงิน QE จากญี่ปุ่นและยุโรปยังไหลเวียนอยู่ในตลาด ด้านเศรษฐกิจโลกยังโต เป็นปัจจัยที่หนุนตลาดหุ้นอยู่ " ไพบูลย์กล่าว 
นอกจากนั้นหากนักลงทุนไทยถือหุ้นมา 9 ปี จะให้อัตราผลตอบแทนกว่า 300% โดยปีนี้มองว่ายังคงเป็นภาวะตลาดกระทิงไฟ ซึ่งตลอด 5 ปีที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติยังให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นไทยน้อยกว่าตลาด (Under Weight) โดยขายหุ้นไทยสุทธิกว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่ากระแสเงิน (Fund Flow) จะเริ่มกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยบวก 2 กรณีคือ กรณีแรกการประกาศพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษตะวันออก (พ.ร.บ.EEC) ภายในไตรมาส 1/2561 และ กรณีที่สองการประกาศวันเลือกตั้งซึ่งน่าจะเป็นไตรมาส 4 ของปีนี้
ปีนี้มองดัชนีตลาดหุ้นไทยแนวต้านที่ 1,900 และ 1,950 จุด แนวรับ 1,760 และ 1,720 จุด 
 แนะเริ่มทยอยซื้อหุ้นสะสมที่แนวรับ 1,760 และ 1,720 จุด ถือยาวเพื่อรอเป้าหมายปลายปีนี้ที่ 1,900-1,950 จุด โดยหุ้นกลุ่มที่น่าสนใจคือ พลังงานทางเลือก การบริโภคภายในประเทศ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลบวกจากพ.ร.บ.EEC ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ ซึ่งหุ้นเด่นในปีนี้แนะนำ GPSC , ROJNA , NYT,COM7, SEAFCO , LPH , KBANK และ QH 
 



เรียบเรียงโดย

บุษบา ศรีลาปัง