ไม้เด็ดลือกระฉ่อน!! เปิดตำนาน ๕ เสือ กับเหตุการณ์สิ้นสุดยุคคาดเชือก "มวยท่าเสา" ที่แม้แต่ พระยาพิชัยดาบหัก" ยังต้องขอฝากเป็นลูกศิษย์!!

Publish 2018-01-11 15:22:30



           ตำนานของ มวยท่าเสา ที่นายทองดี หรือ พระยาพิชัยดาบหัก ได้ขอมอบตัวเป็นลูกศิษย์ เพราะศิษย์สำนักท่าเสามีลีลาการชกที่สวยงามและมีประสิทธิผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม้เด็ดในการเตะ ถีบ และศอกอันเป็นที่ลือกระฉ่อนจนนายทองดีเองถึงกับปฏิญาณว่าจะต้องมาขอเรียนศิลปะมวยไทยจากสำนักท่าเสาให้ได้ และก็ได้มาเป็นลูกศิษย์ครูเมฆผู้ประสิทธิประสาทวิชามวยให้แก่นายทองดี

           ครูเมฆเป็นครูมวยที่มีชื่อเสียงโด่งดังแม้กระทั่งก่อนที่นายทองดีจะมาขอมอบตัวเป็นลูกศิษย์ เพราะศิษย์สำนักท่าเสามีลีลาการชกที่สวยงามและมีประสิทธิผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม้เด็ดในการเตะ ถีบ และศอกอันเป็นที่ลือกระฉ่อนจนนายทองดีเองถึงกับปฏิญาณว่าจะต้องมาขอเรียนศิลปะมวยไทยจากสำนักท่าเสาให้ได้ และก็ได้มาเป็นลูกศิษย์ครูเมฆผู้ประสิทธิประสาทวิชามวยให้แก่นายทองดีซึ่งได้นำความรู้ตามที่ได้รับไปผสมผสานกับมวยจีนอีกต่อหนึ่ง และเมื่อนายทองดีได้เป็นเจ้าเมืองพิชัย ก็ได้แต่งตั้งครูเมฆให้เป็นกำนันปกครองตำบลท่าอิด ครูเมฆได้ถ่ายทอดวิชามวยให้แก่ผู้สืบสกุลต่อมาจนถึงครูเอี่ยม ครูเอี่ยมถ่ายทอดแก่ผู้สืบสกุลคือครูเอม ครูเอมถ่ายทอดวิชามวยให้แก่หลานตา ๕ คนซึ่ง ทั้ง ๕ คนนี้เป็นนักมวยตระกูลเลี้ยงเชื้อ ซึ่งต่อมากรมหลวงชุมพรฯ ได้เปลี่ยนให้เป็นเลี้ยงประเสริฐ เป็นบุตรนายสอนและนางขำ (ลูกครูเอม) สมพงษ์ แจ้งเร็ว เขียนเล่าว่า ทั้ง ๕ คนเป็นยอดมวยเชิงเตะ มีกลเม็ดเด็ดพรายแพรวพราวทุกกระบวนท่าที่ได้สืบทอดมาจากสำนักท่าเสาของครูเมฆจนมีชื่อเสียงลือลั่นในช่วงเวลานั้น 



(๑) ครูโต๊ะ เกิดประมาณ พ.ศ. ๒๔๔๐ เป็นบุตรคนที่ ๒ ของนายสอนและนางขำ เป็นนักมวยที่มีอาวุธหนักหน่วงและเชิงเตะ เข่า และหมัดที่รวดเร็ว 

(๒) ครูโพล้ง เปิดปี พ.ศ. ๒๔๔๔ มีอาวุธรอบตัวโดยเฉพาะลูกเตะที่ว่องไวและรุนแรงจนได้รับฉายาว่า มวยตีนลิง และยังมีความสามารถในการถีบอย่างยอดเยี่ยม ในจำนวนพี่น้องทั้ง ๕ คน ครูโพล้งมีฝีมือยอดเยี่ยมที่สุด เมื่อมาชกในกรุงเทพฯ เคยชนะนายสร่าง ลพบุรี และครูบัว วัดอิ่ม เคยชนะนายสิงห์วันประตูเมืองเชียงใหม่ที่เชียงใหม่ และนายผัน เสือลายที่โคราช แต่เคยพลาดท่าแพ้นายสุวรรณ นิวาสวัตที่กรุงเทพฯครั้งหนึ่ง เพราะโดนจับขาแล้วเอาศอกถองโคนขาจนกล้ามเนื้อพลิก 

(๓) ครูฤทธิ์ เกิดปี พ.ศ. ๒๔๔๖ มีฝีมือไม่ยิ่งหย่อนกว่าพี่น้องทั้งหลาย เคยชกชนะหลายครั้งที่กรุงเทพฯ และเคยชกเสมอบังสะเล็บ ครูมวยคณะศรไขว้ (ลูกศิษย์ครูแสง อุตรดิตถ์ ผู้สืบทอดมวยสายพระยาพิชัยดาบหัก) 

(๔) ครูแพ เกิดปี พ.ศ. ๒๔๔๗ เป็นนักมวยเลื่องชื่อระดับครูโพล้ง เคยปราบบังสะเล็บ ศรไขว้ ชนิดที่คู่ต่อสู้บอบช้ำมากที่สุด และชกนายเจียร์ พระตะบอง นักมวยแขกครัวเขมรถึงแก่ความตายด้วยไม้หนุมานถวายแหวน ทางราชการจึงกำหนดให้มีการสวมนวมแทนการคาดเชือกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และ 

(๕) ครูพลอย เกิดปี พ.ศ.๒๔๕๐ เป็นมวยที่คล่องแคล่วว่องไวในเชิงเตะ ถีบ และหมัด เนื่องจากครูโพล้งเป็นผู้สอนเชิงชกให้ ครูพลอยจึงถอดแบบการใช้เท้าจากครูโพล้ง ครูพลอยเคยมาชกชนะในกรุงเทพฯหลายครั้ง แต่ก็ได้ถึงแก่กรรมเมื่อมีอายุเพียง ๒๔ ปีเท่านั้น
 

(ครูแพ มวยท่าเสา)

          กรณีที่ครูแพต่อยเขมรเจียร์ตายคาที่และทำให้มวยไทยเลิกการคาดเชือกและสวมนวมแทนนั้น ครูฉลอง เลี้ยงประเสริฐ ลูกครูฤทธิ์ได้เขียนเล่าไว้ว่า เขมรเจียร์ย่างมวยเหมือนคิงคองในหนังเพราะต้องการจะจับทุ่มท่าเดียว ส่วนครูแพก็ถีบ ต่อย และฉากหลบเป็นพัลวัน ในยกที่ ๓ เขมรเจียร์กระโดดจับเอวครูแพไว้ได้ แล้วก็ยกขึ้นสุดแขนหมายจะทุ่มลงจากเวทีให้ตาย เขมรเจียร์ร้องตะโกนถามคนดูว่าจะเอาเป็นหรือเอาตาย ครูโต๊ะและครูโพล้งซึ่งเป็นพี่เลี้ยงกลัวน้องจะเป็นอันตรายต่างร้องตะโกนให้ครูแพถีบกระเพาะปัสสาวะ ครูแพได้ยินพี่เลี้ยงตะโกนบอกจึงถีบขวาสุดแรงเกิดที่ท้องเขมรเจียร์ ๒-๓ ที จนมือเขมรเจียร์ที่จับเอวครูแพหลุดออกมาและเขมรเจียร์เซไปพิงเชือก ครูโต๊ะและครูโพล้งเห็นดังนั้นก็ตะโกนบอกรหัสท่ามวย ให้ครูแพใช้กลไม้มวยชุดหนุมานถวายแหวน ครูแพจึงยกมือที่คาดเชือกทั้งสองขึ้นระดับอก ก้าวเท้าซ้ายออกไปข้างหน้าและย่อตัวลงกระทุ้งหมัดทั้งสองเข้าที่ลูกกระเดือกของเขมรเจียร์อย่างสุดแรงเกิด พร้อมด้วยท่าตามในชุดมวยท่าแม่ไม้ของสำนัก

          เขมรเจียร์ล้มคว่ำหน้ากลางเวทีและอาเจียรออกมาเป็นแกงกะหรี่และเลือด ขาดใจตายต่อหน้ากรรมการ ต่อมาตำรวจได้จับกุมครูแพข้อหาฆ่าคนตายและถูกคุมขังอยู่ ๒-๓ วัน แต่นายสนามมวย (พระยาเทพหัสดินทร์) ได้วิ่งเต้นช่วยเหลือให้พ้นคดี เพราะการบาดเจ็บหรือตายอันเนื่องจากการชกมวยไม่ถือเป็นความผิดแต่ประการใด เมื่อครูแพได้รับการปล่อยตัว นักมวยจากท่าเสาทั้ง ๕ รีบเดินทางกลับอุตรดิตถ์และไม่ยอมเดินทางมาชกในกรุงเทพฯ อีกเลย

 



           ครูโพล้งและพี่น้องได้ร่วมกันสอนมวยแก่ลูกศิษย์หลายคนที่มีชื่อเสียง นอกจากครูพลอยแล้ว ยังมีศิษย์สำนักท่าเสายุคนั้นอีกคือ นายประพันธ์ เลี้ยงประเสริฐ นายเต่า คำฮ่อ (เชียงใหม่) และนายศรี ชัยมงคล ผู้เป็นเพื่อนสนิทของครูพลอยและเป็นผู้ที่ผล พระประแดงยอมรับว่า เจ็บตัวมากที่สุดเมื่อได้ชกแพ้นายศรีอย่างสะบักสะบอมชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตการต่อสู้เลย เพราะนายศรีมีทั้งอาวุธหนักหน่วงเกือบทุกอย่างและรวดเร็วที่ผล พระประแดงซึ่งมีชื่อเสียงในความรวดเร็วยังไม่สามารถจะทาบได้ อีกทั้งยังมีเชิงมวยสูงมากด้วย

           ครูทั้ง ๕ แห่งตระกูลเลี้ยงประเสริฐ คงชกตามจังหวัดต่างๆ ทางภาคเหนือและโคราช จนไม่มีผู้ใดกล้าขึ้นชกด้วย ทั้ง ๕ ได้ฝึกสอนศิษย์และทำไร่ไถนาอยู่ที่ท่าเสา ต่อมาทั้งหมดได้ย้ายข้ามแม่น้ำไปอยู่ที่บ้านป่าขนุน ตำบลคุ้งตะเภา และทำการฝึกสอนมวยแก่ลูกศิษย์และลูกหลานต่อไปอีก ครูโพล้งต่อมาได้สอนมวยและครอบครูให้แก่ครูฉลอง เลี้ยงประเสริฐ (ลูกครูฤทธิ์) และครูประสิทธิ์ เลี้ยงประเสริฐ ทั้ง ๒ มีเชิงมวยที่แพรวพราวและหนักหน่วง โดยครูฉลอง เลี้ยงประเสริฐมีความสามารถในเชิงเตะตามแบบฉบับของมวยท่าเสาอย่างแท้จริง สามารถเตะคู่ต่อสู้หลับคาเท้ามานับไม่ถ้วน เมื่อมาชกในกรุงเทพฯ เคยได้รับฉายาว่าตีนเทวดามาแล้ว (ชกทั้งหมด ๕๓ ครั้ง ชนะน็อคด้วยการเตะก้านคอ ๓๕ ครั้ง ชนะคะแนน ๑๑ ครั้ง เสมอ ๕ ครั้ง และแพ้ ๒ ครั้ง ) 

           ครูฉลองได้สอนมวยแก่ลูกหลานและสามารถเล่าเรื่องต่าง ๆ ในอดีตได้อย่างแม่นยำ ครูฉลอง เลี้ยงประเสริฐได้ถึงแก่กรรมเมื่อปี ๒๕๔๙ ศิริอายุได้ ๗๒ ปี โดยมีการสืบทอดและถ่ายทอดศิลปะมวยไทยสายท่าเสาอย่างเป็นกิจลักษณะ เอกลักษณ์ของมวยสายท่าเสาทั้งปวง โดยครูฉลองได้ทำการถ่ายทอดสั่งสอนและครอบให้แก่ ดร.อดิศร ไกรว่อง อดีตแชมป์มวยราชดำเนินและเริ่มชกมวยพร้อมกับพุฒิล้อเหล็ก (การครอบครูของสายมวยท่าเสาและสายมวยพระยาพิชัยหมายถึงการที่ยกวิทยะฐานะให้เป็นผู้สืบทอดเต็มสิทธิได้โดยถูกต้องทุกประการ ผู้ที่ได้ครอบคือผู้ที่ได้รับความรู้ทั้งปวงทั้งแม่ไม้และลูกไม้เกร็ดไม้ ผู้ไม่ได้ครอบเพียงแค่ได้เรียนแค่ลูกไม้ จะไม่ได้เรียนแม่ไม้เลย)

            ห้าเสือจากสำนักครูเมฆแห่งท่าเสาได้จากไปหมดแล้ว โดยครูพลอยถึงแก่กรรมตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มอยู่ หลังจากนั้นก็ตามด้วยครูฤทธิ์ และครูโต๊ะซึ่งก่อนถึงแก่กรรมได้บวชจนได้เป็นเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภา ครูแพถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ และครูโพล้งถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๒ คือมีอายุได้ ๗๘ ปี หลังจากการจากไปของครูโพล้งและด้วยความจำเป็นในการทำมาหากินที่รัดตัวมากขึ้น มวยไทยสายท่าเสาได้ลดบทบาทลงไปเป็นอย่างมาก ยิ่งมีการสอนมวยตามแบบฉบับของมวยสายอื่น ๆ เข้ามามากขึ้น มวยไทยสายครูเมฆแห่งท่าเสาก็ยิ่งถูกลืมเลือนไป แม้แต่ชาวอุตรดิตถ์เองในปัจจุบันยังไม่สามารถทราบหรือบอกความแตกต่างของมวยสายท่าเสากับมวยสายอื่น ๆ ได้เลย เอกลักษณ์ของมวยสายท่าเสาอาจจะสูญสิ้นไปหากไม่มีการอนุรักษ์มวย “ลาวแกมไทย ตีนไวเหมือนหมา” เอาไว้ 

(ลาวแกมไทยหมายถึงคนเมืองอุตรดิตถ์ซึ่งมีคนเมือง คนไทยภาคกลาง และคนลาวอยู่ร่วมกัน โดยคนเมืองอยู่เหนือแม่น้ำน่าน คนไทยอยู่ใต้แม่น้ำ และคนลาวอยู่ทางตะวันออก จึงมีการผสมผสานวัฒนธรรม ประเพณี และภาษาเข้าด้วยกัน ทั้งยังมีการแต่งงานระหว่างกันด้วย ทำให้คนอุตรดิตถ์มีลักษณะ “ลาวแกมไทย” ไป)

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : เพจ มวยท่าเสามวยพระยาพิชัยดาบหัก



เรียบเรียงโดย

เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ


Suggess News