แค่ลต.ท้องถิ่นยังโกง!! ศาลนครศรีฯสั่งจำคุก"ก๊วนสท."ไม่รอลงอาญา ร่วมทุจริตซื้อเสียงศึกชิงเก้าอี้นายกฯอบจ. 2ตระกูลดัง"บุณยเกียรติVSเสนพงศ์"!?!

Publish 2017-06-12 19:27:07



สืบเนื่องการกรณีที่มีการเลือกตั้งนายกอบจ.นครศรีธรรมราช เมื่อเดือนก.พ. 2557  โดยนายพิชัย บุณยเกียรติ ผู้สมัครนายกอบจ.นครศรีธรรมราช ได้ยื่นร้องต่อกกต.นครศรีธรรมราชให้ดำเนินการสอบสวนนายมาโนช เสนพงศ์ ผู้สมัครนายกอบจ.คู่แข่ง ที่ผลการเลือกตั้งชนะนายพิชัย ขาดลอย นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พี่ชายนายมาโนช พร้อมพวกที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะมีการทุจริตเลือกตั้ง  



โดยกกต.นครศรีธรรมราช และกกต.ส่วนกลางมีมติให้ใบแดง นายมาโนช เสนพงษ์ และต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้ใบแดงตามมติกกต. ซึ่งส่งผลให้นายมาโนช เสนพงศ์ ซึ่งขณะนั้นกำลังดำรงตำแหน่งนายกอบจ.นครศรีธรรมราช และคณะผู้บริหาร ต้องพ้นสภาพ ลาขาดจากตำแหน่งทันที และคณะกกต.ต้องดำเนินคดีอาญากับกับผู้เกี่ยวข้องด้วย 

 

โดยนายวีระ ยี่แพร ผู้อำนวยการการเลือกตั้งนครศรีธรรมราช ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ในคดีนี้ กับพนักงานสอบสวนสภ.เมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มผู้กระทำความผิดตามพฤติการณ์ โดยชุดแรก พนักงานสอบสวน ได้สอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาในฐานความผิดร่วมกันจัดทำเสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือประประโยชน์อื่นใด กับนายสรพงศ์ คงสำราญ ,นายธีระวัฒน์  คงสำราญ ,นายอาวุธ สุขันทอง และนายปิยะวัฒน์ เกตุแก้ว โดยระบุพฤติการณ์ว่าทั้งหมดเป็นผู้สนับสนุนหัวคะแนนเสียงของนายมาโนช และได้ร่วมกันมอบเงินให้แก่คณะกรรมการและประชาชน ในเขตชุมชนการเคหะเอื้ออาทร เทศบาลนครนครศรีธรรมราช เพื่อแลกเปลี่ยนกับคะแนนเสียงไปสนับสนุนนายมาโนช ให้ชนะการเลือกตั้งในครั้งนั้น



ล่าสุดวันนี้ (12 มิ.ย.) ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้นัดฟังคำพิพากษา คดีทุจริตการเลือกตั้ง นายกอบจ.นครศรีธรรมราช เมื่อปี พ.ศ.2557 ในคดีดำเลขที่ 3542/2559 และคดีแดงที่ 1920/2560 ที่พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสรพงศ์ คงสำราญ อายุ 38 ปี, นายธีระวัฒน์ คงสำราญ อายุ 55 ปี และนายอาวุธ สุขันทอง อายุ 49 ปี ทั้ง 3 รายเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ 4 และนายปิยะวัฒน์ เกตุแก้ว อายุ 50 ปี ประธานสาขาพรรคประชาธิปัตย์นครศรีธรรมราช ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดตามพ.ร.บ.การเลือกตั้ง

 

โดยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ภายหลังศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยทั้ง 4 คน กระทำความผิดจริงตามฟ้อง จึงพิพากษาตัดสินจำคุกคนละ 4 ปี แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้เหลือจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน โทษจำคุกไม่รอลงอาญา และให้ปรับเงินคนละ 20,000 บาท ตัดสินทางการเมืองคนละ 10 ปี ภายหลังจากทราบคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งหมดยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เงินสดรวม 8 แสนบาท ซึ่งศาลอนุญาตให้ประกันได้ โดยตีราคาประกันคนละ 2 แสนบาท

 

 

 

 

 

 

 



เรียบเรียงโดย

ฌาวิตรา พัฒนาอารยสกุล